ข้อสรุปหลักๆของ WHO หลังจากจีนอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงาน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้ก็คือ ข้อสรุปหลักๆ ของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้
หลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน

แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
[ต้นฉบับภาษาอังกฤษเข้าถึงที่ https://www.reddit.com/r/China_Flu/comments/fbt49e/the_who_sent_25_international_experts_to_china/?utm_medium=android_app&utm_source=share]
การแปลครั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ในการทำความเข้าใจกับการระบาดของโรคโควิด-19
ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในประชาชนไทยในวงกว้าง]

ดาวน์โหลดเอกสาร


ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 25 คน ที่องค์การอนามัยโลกส่งเข้าไปสืบสวนสถานการณ์ในจีน สรุปว่า

  • กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ (จากทั้งหมด 2,055 คน) ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  • ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับราย
    ที่ป่วยไม่มาก
  • จำนวนผู้ป่วยและช่วงเวลาที่ใช้รักษาเป็นภาระหนักเกินกว่าระบบที่อู่ฮั่นรองรับได้ จังหวัดหูเป่ย เมืองหลวงมณฑลอู่ฮั่นมีผู้ป่วยราว 65,596 คน (ข้อมูลวันที่ 2 มี.ค. 2563)
  • มีการส่งคนไปช่วยรับมือที่หูเป่ยราว 40,000 คน ในอู่ฮั่นมีโรงพยาบาล 45 แห่งที่ใช้รองรับผู้ป่วย โดย 6 แห่งรองรับผู้ป่วยขั้นวิกฤติ และอีก 39 แห่งรองรับผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี
  • มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 2,600 เตียงอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • ขณะนี้ จีนผลิตชุดตรวจโรคโคโรนาไวรัสใหม่นี้ ราว 6 ล้านชุด/สัปดาห์ โดยรู้ผลการตรวจได้ในวันเดียว ใครที่มีไข้และไปพบแพทย์ จะได้รับการตรวจเบื้องต้นด้วยชุดตรวจนี้ ในเมืองกวางตุ้งที่ห่างจากอู่ฮั่น ได้ทดสอบกับคนไปแล้วรวม 320,000 คน และมี 0.14% ที่ตรวจแล้วพบไวรัส
  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา
  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)
  • อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  • จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%
  • อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค
  • ตัวเลขการเสียชีวิตนับจนถึงวันที่ 17 ก.พ. ทุกรายสะท้อนผลระบบสุขภาพที่ใช้รับมือของจีน ซึ่งจะต่างออกไปเป็นอย่างมากในอนาคต สำหรับที่อื่นๆ
  • ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
  • สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็ง
    คนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 
    1.4%
  • อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า
อายุ (ปี) % ของประชากร % ของการติดเชื้อ อัตราการเสียชีวิต
0-9 12.0% 0,9% 0 as of now
10-19 11.6% 1.2% 0.1%
20-29 13.5% 8.1% 0.2%
30-39 15.6% 17.0% 0.2%
40-49 15.6% 19.2% 0.4%
50-59 15.0% 22.4% 1.3%
60-69 10.4% 19.2% 3.6%
70-79 4.7% 8.8% 8.0%
80+ 1.8% 3.2% 14.8%

คำอธิบายตาราง: จากคนที่อาศัยในจีน, มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%

  • เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต
  • โรคนี้รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ
  • มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน
  • รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”
  • ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว
  • หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

สุดท้ายนี้ นี่คือ คำกล่าวส่วนน้อยที่มาจากรายงานนี้:
“ความพยายามอย่างหนักของจีน ที่จะควบคุมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคชนิดใหม่ในระบบทางเดินหายใจนี้ ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการยกระดับความรุนแรงและอันตรายของโรคระบาดอย่างรวดเร็วได้ เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จีนได้ลงมือลงแรงความพยายามในการควบคุมโรคอย่างทะเยอทะยานที่สุด รวดเร็วที่สุด และเข้มข้นที่สุด จีนไม่ประนีประนอมใดๆ และใช้มาตรการนอกเหนือจากทงเภสัชวิทยา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่หลายอย่างก็ได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับการรับมือระดับโลก การตอบสนองเช่นนี้ถือได้ว่า มีความจำเพาะตัวและไม่เคยมีมาก่อนในด้านสาธารณสุขในจีน จนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยในหูเป่ย ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง และเป็นจังหวัดที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นแหล่งตั้งต้นของกลุ่มครอบครัวที่ทำให้เกิดการระบาด”

“ชุมชนส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังไม่พร้อมรับมือเรื่องนี้, ทั้งในแง่ของวิธีคิดและทางเครื่องใช้ไม้สอย, ไม่พร้อมที่จะใช้มาตรการแบบที่ใช้ควบคุมโควิด-19 ในจีน แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบันเท่านั้นว่า สามารถหยุดยั้งหรือทำให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นลูกโซ่ต่อถึงกันในมนุษย์ได้ พื้นฐานของมาตรการต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การเฝ้าระหวังอย่างเข้มแข็งสูงสุดในการตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้ไวที่สุด, ให้มีการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วมากๆ และการแยกผู้ป่วยอย่างทันที, การติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และการกักกันตัวผู้ที่ติดต่อใกล้ชิด, รวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับในมาตรการเหล่านี้ในระดับสูงอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ประชากร”

“โควิด-19 กำลังแพร่กระจายไปด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง; ไม่ว่าจะมองในด้านใด การระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากไปเสียหมด และจนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีหลักฐานที่หนักแน่นแล้วว่า การใช้มาตรการแทรกแซงอื่นที่ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยา สามารถช่วยลดหรือแม้แต่หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคได้ การวางแผนรับมือระดับประเทศและระดับโลก แม้จะด้วยความห่วงใย แต่ก็บ่อยครั้งที่มักจะลังเลที่จะเข้าแทรกแซงด้วยมาตรการเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม การลดการเจ็บป่วยและล้มตายจากโควิด-19, การวางแผนเตรียมความพร้อมระยะใกล้ จะต้องนำเอามาตรการสาธารณสุขต่างๆ ที่ใช้การได้ดี แม้ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยามาใช้ด้วย มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการนำมาใช้อย่างเต็มที่อย่างทันที ทั้งในการตiวจหาผู้ติดเชื้อ, การแยกกักกันตัว, การติดตามการสัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด และการกักกันตัว/ติดตามตัว รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน/ประชากรโดยตรง”

ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวจีนได้ 1

ตอนที่ 1

ทริปนี้ เป็นทริปตะลุยจีนด้วยตัวเอง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ย่าติง สวรรค์บนแดนดิน และด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนมีความสุขกับการถ่ายรูป ธรรมชาติ เลยมักจะต้องใช้เวลาเที่ยวแต่ละที่นานกว่าปกติ จึงทำให้ชอบที่จะไปด้วยตนเองมากกว่าการไปกับกลุ่มทัวร์ ไม่ยากค่ะ พูดจีนไม่เป็น อ่านรีวิวนี้ครบ ไปจีนเองได้แน่ๆจ้า

เครื่องบินแอร์เอเซียในเส้นทางนี้ เป็นเครื่องเล็ก รุ่น… Airbus 320 ที่นั่งริมหน้าต่าง วิวจะติดปีกตั้งแต่ประมาณแถวที่10-11 เป็นต้นไป ห้องน้ำจะอยู่ด้านท้ายเครื่อง (บางเครื่องก็มีอยู่ด้านหน้าด้วยแต่ไม่ทุกเครื่องนะ) เวลาบินตอนเราบิน ออก 9 โมง ถึง 11 โมงครึ่ง แต่เท่าที่เห็นต้นเดือนเมษานี้ ตารางการบินเลื่อนเร็วขึ้นเป็นเจ็ดโมง ลองเช็คตารางกันดูนะคะ

หลังจากเครื่องบินลงจอดก็เดินเข้างวง เดินตามๆเขาไปเลยจ้า อ้อ ทางสายการบินจะแจกใบตม. ให้กรอกให้เสร็จตั้งแต่บนเครื่องบิน ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นขาเข้าให้กรอกข้อมูลการเดินทางขาเข้าเลย อีกส่วนจะเป็นข้อมูลขาออกให้กรอกการเดินทางขากลับ เที่ยวบินให้ลงเป็นเที่ยวบินขากลับ ซึ่งจะเป็นคนล่ะเที่ยวบินกันนะคะ แล้วก็เก็บใบขากลับไว้กับพาสปอร์ตเพื่อใช้ตอนเดินทางออกจากจีนค่ะ หรือถ้าไม่มีแจก หรือไม่ได้เก็บไว้ สามารถเขียนใบเหลืองๆได้ตรงขาออกก่อน ตม. ที่จีนได้เลยค่า . ป้ายระหว่างทางเดินยังมีภาษาอังกฤษให้นะคะ แต่ออกจากสนามบิน ออกจากรถไฟใต้ดินจะไม่มีภาษาอังกฤษแล้วค่ะ แอพที่ใช้แปลภาษากันก็จะมีให้เลือกหลากหลายยังไงก็โหลด และหาข้อมูลไว้ให้ครบก่อนเข้าเมืองจีนค่ะ

ช่วงเข้าตม.จะไฮเทคดีมาก ขาเข้านี่ถ้าเทียบกับขาออกแล้วถือว่าค่อนข้างง่ายกว่าขาออกพอควร เอาพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ วางนิ้วแสกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป เป็นอันเสร็จ พาสปอร์ตเป็นไทยเสียงที่ออกมาจากคอมพิวเตอร์ก็จะพูดเป็นภาษาไทย ก่อนถ่ายรูปให้ ถอดแว่น หมวก ผ้าปิดปาก ให้หมดก่อนนะคะ

จากนั้นพอรับกระเป๋า ออกมาด้านนอกได้ก็ดูบนพื้นเลยค่ะ เดินตามลูกศรบนพื้นเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน
ออกมาจะเห็นป้ายนี้เลยค่ะ จะเห็นสัญลักษณ์รถไฟใต้ดินอยู่ที่บรรทัดที่ 2 อันที่ 2 บันไดเลื่อนจะอยู่ด้านขวาของป้ายค่ะ

จากจุดที่ยืน(ภาพด้านซ้าย) หันหน้ามาขวามือจะเห็นโครงสร้างอันสวยงามตามภาพนี้ เดินดูได้ตามสบายเลยค่ะ แต่ถ้าจะไปรถไฟใต้ดินบันไดเลื่อนลงจะอยู่หน้าป้ายเลข 2 ฝั่งซ้ายของภาพเลยค่ะ

ลงไปตามบันไดนี้เลยค่ะ

ลงมาก็จะเห็นคนรุมซื้อตั๋วอยู่ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติค่ะ ถ้ามีแบ๊งค์ตั้งแต่ 1-50 Yuan ก็เดินเข้าไปกดปุ่ม English ที่มุมซ้ายล่าง แล้วเลือกสถานีที่ต้องการไปได้เลยค่ะ ราคาจะขึ้นโชว์เราก็ใส่เงิน หากต้องทอนเครื่องก็จะทอนออกมาเป็นแบ๊งค์ สะดวกรวดเร็วทีเดียวค่ะ

เลือกสถานีที่ต้องการ การเลือกก็เลือกว่าสถานีนั้นอยู่บนสายอะไร เราก็เลือกสายก่อน ปัจจุบันจะมีสาย 1,2,3,4,6 ตาลเองกะไปลงกลางเมืองเดินเล่นก่อน ก็เลือกไปที่ Dongfeng station ราคาก็จะขึ้นมา ราคาตั๋วจากที่เห็นก็จะอยู่ที่ 2-8¥ ถือว่าถูกมากทีเดียวค่ะ ทานอาหารแพงกว่าเยอะเลย มื้อนึงจะอยู่ราว 30-90¥ แล้วแต่ประเภทอาหารค่ะ มาม่ากล่องนึงก็ 7-8¥ แล้ว

ได้บัตรมาแล้วก็ติ๊ดที่เครื่องกัน ตรงวงกลมๆมีรูปบัตรเลยค่ะ

และแล้ว เราก็มาอยู่ในรถไฟกันแล้วนะคะ ติดตามต่อไป….

เส้นทางสู่ทะเลสาบ 5 สี

ทะเลสาบ 5 สีนี้แหละ ที่ทำให้ จุดประกายความอยากไปย่าติง พอเห็นภาพทะเลสาบก็เริ่มสงสัยว่ามันคือที่ไหนเริ่มหาข้อมูลจนที่สุดก็เลย เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งใจไปเมืองจีนคนเดียว

เราเดินทางมาถึงหมู่บ้านเอเดนซึ่งถือว่าเป็นการทำเวลาที่ดีมากออกจากแชงกรีล่าตอนเช้ามาถึงที่หมู่บ้านเอเดนประมาณ 5 โมงเย็น *ปัจจุบันอุทยาน เปิดให้เข้าถึง 5 โมงซึ่งเป็นการปรับเวลาจากเดิม จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะไปถึงได้ภายใน 1 วัน หากออกเดินทางจากแชงกรีล่า* ทันทีที่เรามาถึงหมู่บ้านเอเดน คนจีนในกลุ่มก็เดินสำรวจหาโรงแรมที่พักซึ่งที่ที่เราได้พักนั้น อยู่ตรงลูกศรสีแดงในภาพ ราคา 150¥ /ห้อง/คืน ก็ถือว่าอยู่ไม่ไกลจากจุดขึ้นรถซึ่งอยู่ตรงลูกศรสีเหลืองในภาพเช่นกัน

ตอนเช้าเราก็ออกจากโรงแรมมารอขึ้นรถ ณ จุดจอดรถ เมื่อรถบัสอุทยานมาจอดที่จุดจอด เราก็ต้องเดินต่อไปยังจุดขึ้นรถไฟฟ้า เดินกันมาจนถึงจุดซื้อตั๋วรถไฟฟ้าเที่ยวเดียว 50 หยวน ไปกลับ 80 หยวน เชื่อเถอะซื้อไปกลับนั่นแหละเก็บแรงไว้ปีนเขาไปชมทะเลสาบสวยๆดีกว่า

ตรงนี้จะเป็นจุดซื้อตั๋วรถไฟฟ้า

ซื้อตั๋วเสร็จก็มายืนเข้าแถวรอขึ้นรถไฟฟ้า ตอนไปไม่เจอปัญหาเรื่องการแซงคิวเจ้าหน้าที่เสียงดังดุดี 

ตอนแรกก่อนที่จะมาถึงที่นี่เข้าใจว่ารถไฟฟ้าที่นี่หมายถึงรถกอล์ฟ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่รถไฟฟ้าที่นี่มีขนาดเหมือนรถบัสคันเล็กๆ

ทางเดินในช่วงนี้จะเป็นทางเดินสบายๆมีทางเดินไม้ทอดเป็นแนวไปตามแนวทุ่งหญ้า จะเห็นป้ายข้างทางเป็นระยะว่าขอความร่วมมือไม่รบกวนทุ่งหญ้า 

ในภาพอาจจะมี ภูเขา, ท้องฟ้า, สะพาน, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ

เดินตามทางไปเรื่อยๆอากาศตรงนี้ลมยังไม่แรงอุณภูมิประมาณ 0 องศา

ช่วงนี้ยังกำลังใจดี ครึกครื้น ถ่ายรูปมุมๆนู้น ทีมุมนี้ที
แต่หลังจากนี้ไม่นานผู้ชายคนจีนที่มาด้วยกันก็ขอตัวกลับโรงแรมบอกว่าเขาไม่ไหวแล้วโดน AMS attack เขาให้แล้ว จริงๆเขาก็มีอาการไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นเห็นว่าปวดหัวมากแต่เช้านี้หลังจากที่แฟนของเขาตัดสินใจอยู่รอที่โรงแรมเพราะไม่ไหวเขายังยืนยันที่จะมาแต่พอมาเดินจริงๆคงจะรู้สึกไม่ค่อยดี เลยถอย เดินไปสักระยะก็เจอตู้ขายน้ำและขนม ตัวช่วยสำคัญในการเดินคือช็อคโกแลตสำหรับตาลแล้ว ตาลเลือกไม่หิ้วอาหารขึ้นมาทานเพราะไม่อยากจะลำบากเรื่องห้องน้ำ และก็หนักด้วย เพราะลำพังอุปกรณ์กล้องที่ขาดไม่ได้ก็ราวๆ สี่กิโลแล้ว จนคนจีนที่มาพร้อมกันยังห้ามแล้วห้ามอีก แต่เราก็ขาดกล้องไม่ได้จริงๆ เลยเลือกพกช็อกโกแลตมา 6 แท่งแทน ซึ่งช่วยได้มาก เพราะไม่ต้องแบกหนัก แล้วก็ไม่เสียเวลาหยุดทาน เวลาเราทานอาหารที่ต้องใช้เวลาย่อยก็จะทำให้ ระบบร่างกายทำงานหนัก และเหนื่อยง่ายขึ้นอีกด้วย ช๊อคโกแลตจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เดินไป บิทานไป ทีล่ะหน่อย รักษาพลังงานได้ดีทีเดียว

เมื่อหมดทางไม้ ก็จะเริ่มเป็นทางภูเขาเป็นหินบ้าง ดินบ้าง เดินตามๆกันไป ทางเริ่มมีความชัน เป็นเนินก็เริ่มหมดแรงเร็วขึ้น แรกๆก็ลงนั่งเป็นระยะ แล้วจึงได้พบว่าการลงนั่ง ไม่เป็นการดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะ การนั่งที่ตัวงอขางอเพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวกนักหากจะนั่งควรจะต้องนั่งยืดขายืดตัวอย่าให้งอพับเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกที่สุด แต่ถ้าจะให้ดี ส่วนตัวตาล รู้สึกว่า การหยุดยืนนิ่งๆ เมื่อเหนื่อยเป็นการดีที่สุด อาจจะด้วยเพราะว่า ปัญหาของการคืออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วเกินไป เดินมากๆเข้าหัวใจเต้นเร็วจนรู้สึกเจ็บหน้าอก จึงหยุดยืนพักเมื่อยืนพัก พอค่อยยังชั่ว ก็ลองวัดอัตราการเต้นหัวใจดู ปรากฏว่าอยู่ที่ระดับเกิน 155/นาที แต่เมื่อหันไป เห็นยอดภูเขาที่ใกล้ขึ้น แรงก็กลับมาเราก็เดินต่อพยายามเดินให้เร็วที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น เราก็แทบต้องหยุดพัก ทุกๆ 100 เมตร เพราะอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้ความร่วมมือเลย

และแล้วก็เดินมาถึงทะเลสาบ แห่งหนึ่งณตอนนั้น ก็ไม่คิดว่ามันคือทะเลสาบ หนึ่งในสอง ในเป้าหมายของเราวันนี้ แต่พอมาตอนนี้ ก็ยังงงๆว่าตกลงที่นี่ใช่ทะเลสาบน้ำนมหรือเปล่า 

ที่เคยหาข้อมูลมาที่เคยค้นข้อมูลมาเราควรจะต้องเดินถึงทะเลสาบน้ำนม ก่อนทะเลสาบ 5 สี ถ้าเดินถูกทาง แต่ ณ ตรงนั้นทุกอย่างก็ตระการตาไปหมด 

เพลินกับวิวเห็นอะไรก็คือสวยไม่ได้นึกว่าตรงนี้คือที่ไหน ใช้เวลากับแต่ละจุด จนลืมไปว่าตัวเองมีเวลาจำกัด ด้วยความที่เป็นคนถ้าเห็นวิวสวยคือต้องหยุดถ่ายนี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ…. 

ปัญหาหลักของการเดินเทรคกิ้งที่สูง

ปัญหาหลักของการเดินเทรคกิ่งที่ย่าติงของแต่ล่ะคนต่างกัน ปัญหาหลักๆก็จะมี

  1. คนที่เป็น AMS ปัญหานี้ ไม่มีใครพยากรณ์ได้ 50-50 เหมือนสภาพดินฟ้าอากาศบนย่าติงเลยทีเดียว
  2. คนที่มีระดับอ๊อกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งอาจจะมีปัญหาข้อหนึ่งร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
  3. อัตราการเต้นของหัวใจ อยู่ในระดับสูงเป็นพื้นฐาน ทำให้การรักษาอัตราการเต้นให้อยู่ในระดับ moderate peace บนที่อากาศเบาบาง แทบเป็นไปไม่ได้เลย
  4. คนที่มีความดันเลือดสูง ยิ่งขึ้นที่สูงความดันเลือดยิ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายมากเช่นกัน

ทุกโรงแรมบนหมู่บ้านย่าติงมีมาตรการ ตรวจระดับอ๊อกซิเจนและอัตรการเต้นหัวใจ ชนิดที่เดินเคาะห้องเรียกมาตรวจกันเช้าเย็นเลยทีเดียว

4 ข้อนี้เป็นปัญหาหลักๆของคนที่อยากขึ้นย่าติง ปัญหาเหล่านี้ นักท่องเที่ยวต้องประสบไม่ใช่น้อย

ตัวตาลนั้นระดับอ๊อกซิเจนถือว่าดีมาก แต่หัวใจก็สะออนมากเช่นกัน ที่เห็น 120 ต่อนาทีนั้นคือขณะนั่งพักสบายๆ เพราะฉนั้นการทำเวลาในการเดินให้เสร็จภายในหนึ่งวันจึงเป็นไปได้ยากมาก เพราะการปล่อยให้หัวใจเต้นเกิน 150 ครั้งต่อนาที ถือเป็นเรื่องอันตรายพอสมควรเลยทีเดียว

ใครอยากไปลองเช็คกันดูนะคะว่าจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร

ย่าติง #เทรคกิ่ง #yading #trekking #highland

ไม่ง่าย…. แต่ก็ไม่ยาก  ถ้าเราอยากทำ

การเดินทางไปแชงกรีล่า สำหรับตาล จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ทางที่คนอื่นมองว่าสบายน้อย เพราะต้องนั่งรถ ไม่สิ นอนในรถบัส ตลอด 1 คืนเต็มๆ

เพราะรู้ดีว่า เป็นคนที่การทำงานเรื่องของปอดกับหัวใจ ไม่ค่อยจะเสถียรนัก แค่ไม่ต้องไปไหน อยู่เมืองไทยวันไหนอบอ้าวอากาศหนักหน่อย ก็แฮ่กๆ เป็นหมาลิ้นห้อยแล้ว

ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่า… ขึ้นที่สูง เจอดีแน่ๆ

ก่อนมา ตาลเลือกที่จะเตรียมตัวโดยซื้อโสมธิเบต หรือที่เรียกว่าหงจิงเทียนมาทานล่วงหน้า เพราะส่วนตัวคิดว่าน่าจะดีกว่าการกินยา Diamox

การเลือกนั่งรถบัส เป็นการให้เวลากับร่างกายเราได้มีโอกาสค่อยๆปรับตัวไปเรื่อยๆ กับการที่รถค่อยๆไต่ระดับขึ้นที่สูง

จะว่าไปแล้ว ปกติส่วนตัวค่อนข้างจะมีอาการเมารถ จึงติดว่านั่งรถเมื่อไหร่ ก็จะหลับจนเป็นนิสัย การนอนในรถครั้งนี้ จึงเป็นอะไรที่สบายสุดๆ แทบจะหลับง่าย หลับดีกว่าการนอนบนเตียงตัวเองที่บ้านอีก

รูปวิวในโพสต์นี้ เป็นรูปข้างทางที่จับกล้อง ยิงรัวๆ ลั่นชัตเตอร์มั่วๆ วิวก็ยังสวย ก็เพราะวิวแบบนี้ไง ถึงได้อยากมา

ที่นี่ภูเขาเอย แม่น้ำเอย ดูจะเป็นคนละสเกลกับที่บ้านเรา แต่ล่ะอย่างใหญ่โตมโหระทึก

ตอนนี้ตาลมาถึงที่พักได้สัก 3-4 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่ได้ออกไปไหน เพราะรู้สึกได้ถึงอาการเวียนหัวหน่อยๆ (กินยาแล้วน้า)

จึงเลือกที่จะนั่งเล่นนอนเล่นดูวิวจากที่พัก ซึ่งหิมะกำลังโปรย ลอยฟุ้งกันไปทั่ว

เดี๋ยวจะลงรูปที่พักไว้ให้ดูในคอมเม้นท์นะคะ ส่วนตอนนี้ขอไปเอกขเนกก่อนละ 😘😘

#shangrila #yunnan #china #Numtarnstyle

แชร์ประสบการณ์ พบคุณหมอ เวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง ปรึกษาการป้องกัน โรคแพ้ความสูง

ก่อนจะไปเที่ยว เราก็ต้องเตรียมตัว หาข้อมูลและข้อมูลที่ สำคัญในการเดินทางเดินทางขึ้นที่สูงก็คือ การดูแล รับมือ กับโรคแพ้ที่สูง

อย่างแรกทำความเข้าใจกันก่อนโรคแพ้ที่สูงไม่ได้หมายถึงโรคกลัวความสูงเป็นคนละโรค ต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะ

โรคแพ้ที่สูง เกิดขึ้นจาก การที่ร่างกายเราไม่สามารถปรับตัวได้ จากที่จู่ๆเราเดินทาง ขึ้นที่สูงโดยฉับพลัน เช่นการบินจากที่หนึ่งไปลงพื้นที่ที่มีระดับความสูงมากกว่า 2,500 เมตร

การเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่สูง (High Altitude travel) ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขา (Trekking) ในประเทศเนปาล, การเดินทางไปพื้นที่สูงในประเทศจีน อย่างแชงกรีล่า (Shangri-la) หรือ ย่าติง (Yading) หรือ เลห์-ลาดักห์ (Leh-Ladakh) ในประเทศอินเดีย เป็นต้น

คุณหมอที่คลินิคเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทางแสนใจดีอธิบายให้ความรู้ไว้อย่างละเอียดดังนี้..

การป้องกันการเกิดอาการแพ้ความสูงที่ดีและสำคัญที่สุดคือการวางแผนการเดินทาง โดยค่อยๆ ไต่ระดับความสูง (Gradual ascent) เพื่อป้องกันไม่ให้เราขึ้นสูงเกินไป (Too high) และเร็วเกินไป (Too fast) เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีเวลาปรับตัวเข้ากับระดับความดันอากาศที่ลดลงที่ความสูงนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Acclimatization ดังนั้นจึงแนะนำให้เดินทางขึ้นที่สูง วันนึงไม่มากกว่า 500 เมตร ในแนวดิ่งนะคะ เช่นวันนี้เราอยู่ ที่ ระดับความสูง 3,000 พรุ่งนี้เราควรไปในที่ ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 3,500 เมตร

และ ถ้าหากแผนการเดินทางของเราเดินขึ้นไปบนพื้นที่ ที่มีความสูงมากขึ้นเกินกว่ากว่า 1,000 เมตร เราควรหยุดพัก 1 วันเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัว

ทั้งนี้อาการโดยมากไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ไปถึง หากแต่ใช้เวลาสักพัก และโดยทั่วไปจะเกิดในช่วงเวลาของการนอนหลับ แต่จะมารู้สึกกันจริงๆก็คือหลังจากตื่นนอน คือจะมีอาการ เวียนหัว มึนหัว ปวดหัว ผะอืดผะอม คล้ายคนมีอาการแฮงค์โอเวอร์หลังจากดื่ม

คุณหมอยังเล่าอีกว่า ถึงแม้ยา Diamox จะสามารถช่วยทำให้ร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในขณะขึ้นที่สูง แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่จำเป็น นอกจากจะป้องกันอาการแพ้ความสูงไม่ได้แล้ว ยังจะเกิดผลข้างเคียงจากยามากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เป้าหมายสำคัญของการป้องกันอาการแพ้ความสูง ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆไต่ความสูง หรือการใช้ยาในการป้องกัน ก็เพื่อช่วยให้ร่างกายของเราค่อยๆ ปรับตัวตามระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลง ระดับความดันที่ลดลงนี่แหละคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการป่วย เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงอาการเล็กๆน้อยๆของการแพ้ความสูงไปได้ (ซึ่งได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ) ถึงแม้เราจะวางแผนอย่างดีก็ตาม แต่การวางแผนการเดินทางที่ดีจะช่วยทำให้อาการดังกล่าวไม่พัฒนารุนแรงขึ้นจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต

ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินขึ้นไปที่สูงจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้ความสูง รู้ข้อจำกัดของตัวเอง วางแผนการเดินทางอย่างเหมาะสม และใช้ยาป้องกันอย่างถูกต้องด้วย ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพัก อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox

เรื่องอาการแพ้ความสูง ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือเป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน แต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัว (acclimatization) กับระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลงได้ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ณ ความสูงที่จุดหนึ่ง เพื่อนเราอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการปรับกับความสูงได้แล้ว และไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในขณะที่ตัวเราเองอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน ในการปรับตัวกับความสูงเดียวกัน

ดังนั้นจึงต้องประเมินกันเป็นรายบุคคล

ที่สำคัญอีกประการ การไปทานยาหลังจากเกิดอาการแล้วมิได้ช่วยแต่ประการใด Diamox คือยาที่เราอาศัยฤทธิ์ของยาไปในแนวทางการป้องกัน ซึ่งการป้องกันนั้น ก็ไม่อาจที่จะป้องกันอาการเล็กน้อยได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่คำว่าป้องกันในที่นี้คือจะต้องทานยา ใน ปริมาณที่เหมาะสม ก่อนการเดินทาง 12-24 ชั่วโมง และทานอย่างต่อเนื่องจนพ้นจุดสูงสุดของการเดินทาง

Cr: #Numtarnstyle

#เที่ยวให้สนุก #นักเดินทาง

คุณเป็น.. 👉นักท่องเที่ยว หรือ👉นักเดินทาง

นักท่องเที่ยว และ นักเดินทาง ต่างกันอย่างไร

ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว สองคำนี้มีส่วนที่ใช้แทนกันได้ และไม่ได้

ในส่วนที่สองคำนี้มีความหมายทับซ้อนกันคือ หมายถึง คนที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ในและนอกประเทศ ทั้งไปเอง ไปกับกรุ๊ปทัวร์ ไปคนเดียว ไปกลุ่มใหญ่

แต่หากจะลงในรายละเอียดลึกๆแล้ว #นักท่องเที่ยว หรือ #tourism คือคนหรือกลุ่มคนที่เดินทาง ไปกับกรุ๊ปทัวร์ หรือไปเอง นอนตามโรงแรม ออกไปชมสถานที่ ทำกิจกรรมต่างๆโดยที่ใช้ชีวิต อยู่บนกฏเกณฑ์ และวัฒนธรรมของตนเอง ไม่กลมกลืนไปกับคนท้องถิ่น ถึงแม้จะมีลักษณะรูปร่างหน้าตาที่เหมือนคนถิ่น แต่จะมีลักษณะทางการแสดงออกที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่คนท้องถิ่นอย่างชัดเจน

ในขณะที่ #นักเดินทาง หรือ #traveller มักจะเดินทางในกลุ่มเล็กๆ จนถึงเดินทางไปคนเดียว ใช้เวลาในการไปแต่ล่ะครั้ง หลายวัน ไปอยู่และพัก แฝงตัวอยู่กับคนท้องถิ่น เช่น โฮสเทลล์ เกสต์เฮ้าส์ หรือกระทั่ง เดินป่า กางเต้นท์ ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ ที่ไป ปรับตัวทำตัวกลมกลืน เรียนรู้วัฒนธรรมถิ่น วิถีชีวิต ในแต่ละที่ ที่ไป

เพราะความต่าง ซึ่งบางครั้ง ความต่างนี้มากเสียจนรบกวนวิถีชีวิตคนท้องถิ่น สังคมส่วนมากจึงค่อนข้างจะมีเสียงตอบรับด้านลบต่อนักท่องเที่ยวมากกว่า คำว่านักเดินทาง

อย่างไรก็ตาม คำสองคำนี้ ไม่ได้ถูกแบ่งขาดจากกัน ดั่งเช่น ขาวกับดำ แต่ออกไปในทางโทน หรือ ความต่างในบางด้านบางสถานการณ์ เช่นนักท่องเที่ยวที่น่ารักก็มีไม่น้อย หรือนักเดินทาง ที่แบกระเป๋าใบใหญ่จนเดินชนคนอื่นไปทั่วขณะใช้ขนส่งมวลชนก็มี ^__^

แล้วเพื่อนๆล่ะ เป็นนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทาง

#Numtarnstyle

MoMo Challenge คืออะไร…

 

MoMo challenge เกมนี้ได้รับความนิยมในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาโดยจะเล่นผ่านทางแอพพลิเคชั่น Whatsapp โดยการเล่นนั้น ผู้เล่นจะถูกท้าทายให้ทักไปยังบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ MOMO และก็จะมีข้อความ หรือภาพที่ส่งกลับมา ซึ่งมักจะเป็นภาพที่น่ากลัว หรือข้อความที่รุนแรง โดยภาพที่ใช้เป็นภาพหญิงสาวหน้าตาบิดเบี้ยวน่ากลัวคล้ายปีศาจ ซึ่งภาพนี้เป็นผลงานศิลปะของศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า มิโดริ ฮายาชิ
ตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่า เกม MOMO นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเด็กหญิงวัย 12 ปีที่อาร์เจนตินา โดยรูปแบบของเกมนี้นั้น คล้ายๆกับเกม Blue whale challenge ที่แพร่หลายที่รัสเซียเมื่อปีที่แล้ว และทำให้เกิดการฆ่าตัวตายหมู่ตามมา
MOMO ได้รับความนิยมในหลายประเทศเช่น อาร์เจนตินา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมันนี และได้รับความนิยมมากที่สุดในแถบลาตินอเมริกา และกลุ่มเป้าหมายหลักของเกมนี้คือกลุ่มวัยรุ่น
YouTube ยังเผชิญกับปัญหาคลิปเนื้อหาไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เป็นคลิปที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก กรณีล่าสุดเป็นการแทรก “ฉากสอนฆ่าตัวตาย” ลงในการ์ตูนสำหรับเด็ก และสามารถเล็ดลอดการตรวจจับไปขึ้น YouTube Kids ที่พ่อแม่ไว้ใจให้ลูกๆ เปิดดูได้ด้วย
Dr. Free N. Hess ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์ของเด็ก พบคลิปการ์ตูนเด็กที่ใช้ตัวละครจากเกม Splatoon (เป็นคลิปที่ทำโดยแฟนๆ ไม่ใช่การ์ตูนอย่างเป็นทางการ) บน YouTube และ YouTube Kids เมื่อดูการ์ตูนไปตามปกติจนถึงนาทีที่ 4:44 ก็มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาบนจอ และสอนวิธีการกรีดแขนเพื่อฆ่าตัวตายเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที จากนั้นก็ตัดเข้าฉากการ์ตูนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความน่าสนใจคือคลิปนี้อยู่บน YouTube มานานพอสมควรแล้ว และมีคนรีพอร์ตปัญหาไปยัง YouTube แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ จึงคาดว่าผู้สร้างคลิปนี้จงใจใช้ฉากในการ์ตูนเพื่อเล็ดลอดการตรวจจับของ YouTube เมื่อผู้ตรวจสอบได้รับการรีพอร์ต เข้าไปตรวจคลิปดูก็เห็นเป็นการ์ตูนปกติ จึงไม่ได้ดำเนินการอะไร (ปัจจุบันคลิปถูกลบไปแล้วหลังเป็นข่าวดัง)
อีกกรณีหนึ่งที่ใช้เทคนิคคล้ายๆ กันและเกิดขึ้นช่วงไล่เลี่ยกันคือ Momo Challenge ซึ่งเป็นภาพรูปปั้นผู้หญิงครึ่งคนครึ่งนก ตาปูดโปน หน้าตาดูน่ากลัวในแกลเลอรีของประเทศญี่ปุ่น
ภาพนี้ถูกนำมาใช้เป็นมีมชื่อ Momo Challenge (โดยเจ้าของรูปปั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วย) เพื่อชักชวนให้คนบนโซเชียลทำอะไรเสี่ยงๆ รวมถึงทำร้ายผู้อื่นหรือตัวเอง และการทำภารกิจไม่สำเร็จ หรือบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นจะเกิดผลเสียตามมาต่อผู้ชมคลิป (เนื้อหาอาจดัดแปลงไปตามมีมแต่ละอัน แต่โครงเรื่องหลักเป็นแนวนี้)
Momo Challenge เริ่มแพร่หลายในปี 2018 และกลับมาอีกครั้งในช่วงนี้ วิธีการคล้ายกับกรณีข้างบนคือ คลิปการ์ตูนที่ใช้ตัวละครดังๆ อย่าง Splatoon, Fortnite หรือ Peppa Pig ถูกดัดแปลงให้แทรกหน้าของ Momo เข้ามาในบางช่วง และบอกให้เด็กๆ ทำสิ่งที่อันตรายอย่าง เข้าไปในครัว เปิดแก๊ส หรือหยิบมีดมาปาดคอตัวเอง โดยขู่ว่าห้ามบอกพ่อแม่ มิฉะนั้นพ่อแม่จะเกิดอันตราย

Screen Shot 2562-02-28 at 14.00.10

คลิป Momo Challenge รอบใหม่สามารถเล็ดลอดขึ้น YouTube Kids และมีรายงานจากโรงเรียนในอังกฤษว่าพบคลิปนี้แพร่หลายในหมู่เด็กๆ ซึ่งมีเด็กจำนวนมากเกิดความกลัว
อย่างไรก็ตาม โฆษกของ YouTube ยืนยันว่าไม่พบคลิปเหล่านี้ แต่ก็ย้ำว่าให้รีพอร์ตเพื่อให้ทีมงานของ YouTube สามารถลบคลิปได้ทันที

ปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้า กระทบการบิน 11 เส้นทางคืนนี้

ใครจะไปยุโรปเที่ยวบินคืนนี้ 11เส้นทางด้านล่างนี้ ต้องโทรเช็คกับสายการบินที่คุณจะไปให้ชัดเจนเพราะ น่านฟ้าอินเดีย-ปากีสถาน ถูกปิดไม่่มีกำหนด
กรุงเทพ-โคเปนเฮเกน
กรุงเทพ-ออสโล
กรุงเทพ-บรัซเซลส์
กรุงเทพ-ปารีส
กรุงเทพ-มอสโก
กรุงเทพ-แฟรงก์เฟิร์ต
กรุงเทพ-มิวนิก
กรุงเทพ-ซูริก
กรุงเทพ-สตอกโฮล์ม
กรุงเทพ-ลอนดอน
กรุงเทพ-โรม
กรุงเทพ-มิลาน
กรุงเทพ-เวียนนา

วิธีทำข้าวตอก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ข้าวตอก

ข้าวตอก ทำจากข้าวเปลือก
นำข้าวเปลือก ที่คัดแยก ไม่มีสิ่งอื่นเจือปนแล้วมาเตรียมไว้
จากนั้น นำกระทะ(แนะนำให้ใช้ใบใหญ่หน่อย) ตั้งไฟปานกลาง ใส่ข้าวเปลือกลงขั้ว หมั่นคนตลอดเวลา
ขั้วจนข้าวเปลือก แตกกลายเป็นข้าวตอก ยกกระทะขึ้น นำข้าวตอกที่แตกแล้วมาใส่กระด้ง ร่อนแยกเปลือกออก

ข้าวตอกนี้ นอกจากจะใช้ในพิธีมงคล ยังทำขนม พวงมาลัย อีกด้วย