ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวจีนได้ 1

ตอนที่ 1

ทริปนี้ เป็นทริปตะลุยจีนด้วยตัวเอง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ย่าติง สวรรค์บนแดนดิน และด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนมีความสุขกับการถ่ายรูป ธรรมชาติ เลยมักจะต้องใช้เวลาเที่ยวแต่ละที่นานกว่าปกติ จึงทำให้ชอบที่จะไปด้วยตนเองมากกว่าการไปกับกลุ่มทัวร์ ไม่ยากค่ะ พูดจีนไม่เป็น อ่านรีวิวนี้ครบ ไปจีนเองได้แน่ๆจ้า

เครื่องบินแอร์เอเซียในเส้นทางนี้ เป็นเครื่องเล็ก รุ่น… Airbus 320 ที่นั่งริมหน้าต่าง วิวจะติดปีกตั้งแต่ประมาณแถวที่10-11 เป็นต้นไป ห้องน้ำจะอยู่ด้านท้ายเครื่อง (บางเครื่องก็มีอยู่ด้านหน้าด้วยแต่ไม่ทุกเครื่องนะ) เวลาบินตอนเราบิน ออก 9 โมง ถึง 11 โมงครึ่ง แต่เท่าที่เห็นต้นเดือนเมษานี้ ตารางการบินเลื่อนเร็วขึ้นเป็นเจ็ดโมง ลองเช็คตารางกันดูนะคะ

หลังจากเครื่องบินลงจอดก็เดินเข้างวง เดินตามๆเขาไปเลยจ้า อ้อ ทางสายการบินจะแจกใบตม. ให้กรอกให้เสร็จตั้งแต่บนเครื่องบิน ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นขาเข้าให้กรอกข้อมูลการเดินทางขาเข้าเลย อีกส่วนจะเป็นข้อมูลขาออกให้กรอกการเดินทางขากลับ เที่ยวบินให้ลงเป็นเที่ยวบินขากลับ ซึ่งจะเป็นคนล่ะเที่ยวบินกันนะคะ แล้วก็เก็บใบขากลับไว้กับพาสปอร์ตเพื่อใช้ตอนเดินทางออกจากจีนค่ะ หรือถ้าไม่มีแจก หรือไม่ได้เก็บไว้ สามารถเขียนใบเหลืองๆได้ตรงขาออกก่อน ตม. ที่จีนได้เลยค่า . ป้ายระหว่างทางเดินยังมีภาษาอังกฤษให้นะคะ แต่ออกจากสนามบิน ออกจากรถไฟใต้ดินจะไม่มีภาษาอังกฤษแล้วค่ะ แอพที่ใช้แปลภาษากันก็จะมีให้เลือกหลากหลายยังไงก็โหลด และหาข้อมูลไว้ให้ครบก่อนเข้าเมืองจีนค่ะ

ช่วงเข้าตม.จะไฮเทคดีมาก ขาเข้านี่ถ้าเทียบกับขาออกแล้วถือว่าค่อนข้างง่ายกว่าขาออกพอควร เอาพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ วางนิ้วแสกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป เป็นอันเสร็จ พาสปอร์ตเป็นไทยเสียงที่ออกมาจากคอมพิวเตอร์ก็จะพูดเป็นภาษาไทย ก่อนถ่ายรูปให้ ถอดแว่น หมวก ผ้าปิดปาก ให้หมดก่อนนะคะ

จากนั้นพอรับกระเป๋า ออกมาด้านนอกได้ก็ดูบนพื้นเลยค่ะ เดินตามลูกศรบนพื้นเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน
ออกมาจะเห็นป้ายนี้เลยค่ะ จะเห็นสัญลักษณ์รถไฟใต้ดินอยู่ที่บรรทัดที่ 2 อันที่ 2 บันไดเลื่อนจะอยู่ด้านขวาของป้ายค่ะ

จากจุดที่ยืน(ภาพด้านซ้าย) หันหน้ามาขวามือจะเห็นโครงสร้างอันสวยงามตามภาพนี้ เดินดูได้ตามสบายเลยค่ะ แต่ถ้าจะไปรถไฟใต้ดินบันไดเลื่อนลงจะอยู่หน้าป้ายเลข 2 ฝั่งซ้ายของภาพเลยค่ะ

ลงไปตามบันไดนี้เลยค่ะ

ลงมาก็จะเห็นคนรุมซื้อตั๋วอยู่ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติค่ะ ถ้ามีแบ๊งค์ตั้งแต่ 1-50 Yuan ก็เดินเข้าไปกดปุ่ม English ที่มุมซ้ายล่าง แล้วเลือกสถานีที่ต้องการไปได้เลยค่ะ ราคาจะขึ้นโชว์เราก็ใส่เงิน หากต้องทอนเครื่องก็จะทอนออกมาเป็นแบ๊งค์ สะดวกรวดเร็วทีเดียวค่ะ

เลือกสถานีที่ต้องการ การเลือกก็เลือกว่าสถานีนั้นอยู่บนสายอะไร เราก็เลือกสายก่อน ปัจจุบันจะมีสาย 1,2,3,4,6 ตาลเองกะไปลงกลางเมืองเดินเล่นก่อน ก็เลือกไปที่ Dongfeng station ราคาก็จะขึ้นมา ราคาตั๋วจากที่เห็นก็จะอยู่ที่ 2-8¥ ถือว่าถูกมากทีเดียวค่ะ ทานอาหารแพงกว่าเยอะเลย มื้อนึงจะอยู่ราว 30-90¥ แล้วแต่ประเภทอาหารค่ะ มาม่ากล่องนึงก็ 7-8¥ แล้ว

ได้บัตรมาแล้วก็ติ๊ดที่เครื่องกัน ตรงวงกลมๆมีรูปบัตรเลยค่ะ

และแล้ว เราก็มาอยู่ในรถไฟกันแล้วนะคะ ติดตามต่อไป….

เส้นทางสู่ทะเลสาบ 5 สี

ทะเลสาบ 5 สีนี้แหละ ที่ทำให้ จุดประกายความอยากไปย่าติง พอเห็นภาพทะเลสาบก็เริ่มสงสัยว่ามันคือที่ไหนเริ่มหาข้อมูลจนที่สุดก็เลย เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งใจไปเมืองจีนคนเดียว

เราเดินทางมาถึงหมู่บ้านเอเดนซึ่งถือว่าเป็นการทำเวลาที่ดีมากออกจากแชงกรีล่าตอนเช้ามาถึงที่หมู่บ้านเอเดนประมาณ 5 โมงเย็น *ปัจจุบันอุทยาน เปิดให้เข้าถึง 5 โมงซึ่งเป็นการปรับเวลาจากเดิม จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะไปถึงได้ภายใน 1 วัน หากออกเดินทางจากแชงกรีล่า* ทันทีที่เรามาถึงหมู่บ้านเอเดน คนจีนในกลุ่มก็เดินสำรวจหาโรงแรมที่พักซึ่งที่ที่เราได้พักนั้น อยู่ตรงลูกศรสีแดงในภาพ ราคา 150¥ /ห้อง/คืน ก็ถือว่าอยู่ไม่ไกลจากจุดขึ้นรถซึ่งอยู่ตรงลูกศรสีเหลืองในภาพเช่นกัน

ตอนเช้าเราก็ออกจากโรงแรมมารอขึ้นรถ ณ จุดจอดรถ เมื่อรถบัสอุทยานมาจอดที่จุดจอด เราก็ต้องเดินต่อไปยังจุดขึ้นรถไฟฟ้า เดินกันมาจนถึงจุดซื้อตั๋วรถไฟฟ้าเที่ยวเดียว 50 หยวน ไปกลับ 80 หยวน เชื่อเถอะซื้อไปกลับนั่นแหละเก็บแรงไว้ปีนเขาไปชมทะเลสาบสวยๆดีกว่า

ตรงนี้จะเป็นจุดซื้อตั๋วรถไฟฟ้า

ซื้อตั๋วเสร็จก็มายืนเข้าแถวรอขึ้นรถไฟฟ้า ตอนไปไม่เจอปัญหาเรื่องการแซงคิวเจ้าหน้าที่เสียงดังดุดี 

ตอนแรกก่อนที่จะมาถึงที่นี่เข้าใจว่ารถไฟฟ้าที่นี่หมายถึงรถกอล์ฟ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่รถไฟฟ้าที่นี่มีขนาดเหมือนรถบัสคันเล็กๆ

ทางเดินในช่วงนี้จะเป็นทางเดินสบายๆมีทางเดินไม้ทอดเป็นแนวไปตามแนวทุ่งหญ้า จะเห็นป้ายข้างทางเป็นระยะว่าขอความร่วมมือไม่รบกวนทุ่งหญ้า 

ในภาพอาจจะมี ภูเขา, ท้องฟ้า, สะพาน, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ

เดินตามทางไปเรื่อยๆอากาศตรงนี้ลมยังไม่แรงอุณภูมิประมาณ 0 องศา

ช่วงนี้ยังกำลังใจดี ครึกครื้น ถ่ายรูปมุมๆนู้น ทีมุมนี้ที
แต่หลังจากนี้ไม่นานผู้ชายคนจีนที่มาด้วยกันก็ขอตัวกลับโรงแรมบอกว่าเขาไม่ไหวแล้วโดน AMS attack เขาให้แล้ว จริงๆเขาก็มีอาการไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นเห็นว่าปวดหัวมากแต่เช้านี้หลังจากที่แฟนของเขาตัดสินใจอยู่รอที่โรงแรมเพราะไม่ไหวเขายังยืนยันที่จะมาแต่พอมาเดินจริงๆคงจะรู้สึกไม่ค่อยดี เลยถอย เดินไปสักระยะก็เจอตู้ขายน้ำและขนม ตัวช่วยสำคัญในการเดินคือช็อคโกแลตสำหรับตาลแล้ว ตาลเลือกไม่หิ้วอาหารขึ้นมาทานเพราะไม่อยากจะลำบากเรื่องห้องน้ำ และก็หนักด้วย เพราะลำพังอุปกรณ์กล้องที่ขาดไม่ได้ก็ราวๆ สี่กิโลแล้ว จนคนจีนที่มาพร้อมกันยังห้ามแล้วห้ามอีก แต่เราก็ขาดกล้องไม่ได้จริงๆ เลยเลือกพกช็อกโกแลตมา 6 แท่งแทน ซึ่งช่วยได้มาก เพราะไม่ต้องแบกหนัก แล้วก็ไม่เสียเวลาหยุดทาน เวลาเราทานอาหารที่ต้องใช้เวลาย่อยก็จะทำให้ ระบบร่างกายทำงานหนัก และเหนื่อยง่ายขึ้นอีกด้วย ช๊อคโกแลตจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เดินไป บิทานไป ทีล่ะหน่อย รักษาพลังงานได้ดีทีเดียว

เมื่อหมดทางไม้ ก็จะเริ่มเป็นทางภูเขาเป็นหินบ้าง ดินบ้าง เดินตามๆกันไป ทางเริ่มมีความชัน เป็นเนินก็เริ่มหมดแรงเร็วขึ้น แรกๆก็ลงนั่งเป็นระยะ แล้วจึงได้พบว่าการลงนั่ง ไม่เป็นการดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะ การนั่งที่ตัวงอขางอเพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวกนักหากจะนั่งควรจะต้องนั่งยืดขายืดตัวอย่าให้งอพับเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกที่สุด แต่ถ้าจะให้ดี ส่วนตัวตาล รู้สึกว่า การหยุดยืนนิ่งๆ เมื่อเหนื่อยเป็นการดีที่สุด อาจจะด้วยเพราะว่า ปัญหาของการคืออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วเกินไป เดินมากๆเข้าหัวใจเต้นเร็วจนรู้สึกเจ็บหน้าอก จึงหยุดยืนพักเมื่อยืนพัก พอค่อยยังชั่ว ก็ลองวัดอัตราการเต้นหัวใจดู ปรากฏว่าอยู่ที่ระดับเกิน 155/นาที แต่เมื่อหันไป เห็นยอดภูเขาที่ใกล้ขึ้น แรงก็กลับมาเราก็เดินต่อพยายามเดินให้เร็วที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น เราก็แทบต้องหยุดพัก ทุกๆ 100 เมตร เพราะอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้ความร่วมมือเลย

และแล้วก็เดินมาถึงทะเลสาบ แห่งหนึ่งณตอนนั้น ก็ไม่คิดว่ามันคือทะเลสาบ หนึ่งในสอง ในเป้าหมายของเราวันนี้ แต่พอมาตอนนี้ ก็ยังงงๆว่าตกลงที่นี่ใช่ทะเลสาบน้ำนมหรือเปล่า 

ที่เคยหาข้อมูลมาที่เคยค้นข้อมูลมาเราควรจะต้องเดินถึงทะเลสาบน้ำนม ก่อนทะเลสาบ 5 สี ถ้าเดินถูกทาง แต่ ณ ตรงนั้นทุกอย่างก็ตระการตาไปหมด 

เพลินกับวิวเห็นอะไรก็คือสวยไม่ได้นึกว่าตรงนี้คือที่ไหน ใช้เวลากับแต่ละจุด จนลืมไปว่าตัวเองมีเวลาจำกัด ด้วยความที่เป็นคนถ้าเห็นวิวสวยคือต้องหยุดถ่ายนี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ…. 

ปัญหาหลักของการเดินเทรคกิ้งที่สูง

ปัญหาหลักของการเดินเทรคกิ่งที่ย่าติงของแต่ล่ะคนต่างกัน ปัญหาหลักๆก็จะมี

  1. คนที่เป็น AMS ปัญหานี้ ไม่มีใครพยากรณ์ได้ 50-50 เหมือนสภาพดินฟ้าอากาศบนย่าติงเลยทีเดียว
  2. คนที่มีระดับอ๊อกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งอาจจะมีปัญหาข้อหนึ่งร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
  3. อัตราการเต้นของหัวใจ อยู่ในระดับสูงเป็นพื้นฐาน ทำให้การรักษาอัตราการเต้นให้อยู่ในระดับ moderate peace บนที่อากาศเบาบาง แทบเป็นไปไม่ได้เลย
  4. คนที่มีความดันเลือดสูง ยิ่งขึ้นที่สูงความดันเลือดยิ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายมากเช่นกัน

ทุกโรงแรมบนหมู่บ้านย่าติงมีมาตรการ ตรวจระดับอ๊อกซิเจนและอัตรการเต้นหัวใจ ชนิดที่เดินเคาะห้องเรียกมาตรวจกันเช้าเย็นเลยทีเดียว

4 ข้อนี้เป็นปัญหาหลักๆของคนที่อยากขึ้นย่าติง ปัญหาเหล่านี้ นักท่องเที่ยวต้องประสบไม่ใช่น้อย

ตัวตาลนั้นระดับอ๊อกซิเจนถือว่าดีมาก แต่หัวใจก็สะออนมากเช่นกัน ที่เห็น 120 ต่อนาทีนั้นคือขณะนั่งพักสบายๆ เพราะฉนั้นการทำเวลาในการเดินให้เสร็จภายในหนึ่งวันจึงเป็นไปได้ยากมาก เพราะการปล่อยให้หัวใจเต้นเกิน 150 ครั้งต่อนาที ถือเป็นเรื่องอันตรายพอสมควรเลยทีเดียว

ใครอยากไปลองเช็คกันดูนะคะว่าจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร

ย่าติง #เทรคกิ่ง #yading #trekking #highland