ข้อสรุปหลักๆของ WHO หลังจากจีนอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงาน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้ก็คือ ข้อสรุปหลักๆ ของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้
หลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน

แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
[ต้นฉบับภาษาอังกฤษเข้าถึงที่ https://www.reddit.com/r/China_Flu/comments/fbt49e/the_who_sent_25_international_experts_to_china/?utm_medium=android_app&utm_source=share]
การแปลครั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ในการทำความเข้าใจกับการระบาดของโรคโควิด-19
ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในประชาชนไทยในวงกว้าง]

ดาวน์โหลดเอกสาร


ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 25 คน ที่องค์การอนามัยโลกส่งเข้าไปสืบสวนสถานการณ์ในจีน สรุปว่า

  • กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ (จากทั้งหมด 2,055 คน) ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  • ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับราย
    ที่ป่วยไม่มาก
  • จำนวนผู้ป่วยและช่วงเวลาที่ใช้รักษาเป็นภาระหนักเกินกว่าระบบที่อู่ฮั่นรองรับได้ จังหวัดหูเป่ย เมืองหลวงมณฑลอู่ฮั่นมีผู้ป่วยราว 65,596 คน (ข้อมูลวันที่ 2 มี.ค. 2563)
  • มีการส่งคนไปช่วยรับมือที่หูเป่ยราว 40,000 คน ในอู่ฮั่นมีโรงพยาบาล 45 แห่งที่ใช้รองรับผู้ป่วย โดย 6 แห่งรองรับผู้ป่วยขั้นวิกฤติ และอีก 39 แห่งรองรับผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี
  • มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 2,600 เตียงอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • ขณะนี้ จีนผลิตชุดตรวจโรคโคโรนาไวรัสใหม่นี้ ราว 6 ล้านชุด/สัปดาห์ โดยรู้ผลการตรวจได้ในวันเดียว ใครที่มีไข้และไปพบแพทย์ จะได้รับการตรวจเบื้องต้นด้วยชุดตรวจนี้ ในเมืองกวางตุ้งที่ห่างจากอู่ฮั่น ได้ทดสอบกับคนไปแล้วรวม 320,000 คน และมี 0.14% ที่ตรวจแล้วพบไวรัส
  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา
  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)
  • อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  • จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%
  • อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค
  • ตัวเลขการเสียชีวิตนับจนถึงวันที่ 17 ก.พ. ทุกรายสะท้อนผลระบบสุขภาพที่ใช้รับมือของจีน ซึ่งจะต่างออกไปเป็นอย่างมากในอนาคต สำหรับที่อื่นๆ
  • ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
  • สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็ง
    คนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 
    1.4%
  • อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า
อายุ (ปี) % ของประชากร % ของการติดเชื้อ อัตราการเสียชีวิต
0-9 12.0% 0,9% 0 as of now
10-19 11.6% 1.2% 0.1%
20-29 13.5% 8.1% 0.2%
30-39 15.6% 17.0% 0.2%
40-49 15.6% 19.2% 0.4%
50-59 15.0% 22.4% 1.3%
60-69 10.4% 19.2% 3.6%
70-79 4.7% 8.8% 8.0%
80+ 1.8% 3.2% 14.8%

คำอธิบายตาราง: จากคนที่อาศัยในจีน, มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%

  • เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต
  • โรคนี้รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ
  • มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน
  • รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”
  • ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว
  • หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

สุดท้ายนี้ นี่คือ คำกล่าวส่วนน้อยที่มาจากรายงานนี้:
“ความพยายามอย่างหนักของจีน ที่จะควบคุมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคชนิดใหม่ในระบบทางเดินหายใจนี้ ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการยกระดับความรุนแรงและอันตรายของโรคระบาดอย่างรวดเร็วได้ เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จีนได้ลงมือลงแรงความพยายามในการควบคุมโรคอย่างทะเยอทะยานที่สุด รวดเร็วที่สุด และเข้มข้นที่สุด จีนไม่ประนีประนอมใดๆ และใช้มาตรการนอกเหนือจากทงเภสัชวิทยา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่หลายอย่างก็ได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับการรับมือระดับโลก การตอบสนองเช่นนี้ถือได้ว่า มีความจำเพาะตัวและไม่เคยมีมาก่อนในด้านสาธารณสุขในจีน จนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยในหูเป่ย ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง และเป็นจังหวัดที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นแหล่งตั้งต้นของกลุ่มครอบครัวที่ทำให้เกิดการระบาด”

“ชุมชนส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังไม่พร้อมรับมือเรื่องนี้, ทั้งในแง่ของวิธีคิดและทางเครื่องใช้ไม้สอย, ไม่พร้อมที่จะใช้มาตรการแบบที่ใช้ควบคุมโควิด-19 ในจีน แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบันเท่านั้นว่า สามารถหยุดยั้งหรือทำให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นลูกโซ่ต่อถึงกันในมนุษย์ได้ พื้นฐานของมาตรการต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การเฝ้าระหวังอย่างเข้มแข็งสูงสุดในการตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้ไวที่สุด, ให้มีการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วมากๆ และการแยกผู้ป่วยอย่างทันที, การติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และการกักกันตัวผู้ที่ติดต่อใกล้ชิด, รวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับในมาตรการเหล่านี้ในระดับสูงอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ประชากร”

“โควิด-19 กำลังแพร่กระจายไปด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง; ไม่ว่าจะมองในด้านใด การระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากไปเสียหมด และจนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีหลักฐานที่หนักแน่นแล้วว่า การใช้มาตรการแทรกแซงอื่นที่ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยา สามารถช่วยลดหรือแม้แต่หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคได้ การวางแผนรับมือระดับประเทศและระดับโลก แม้จะด้วยความห่วงใย แต่ก็บ่อยครั้งที่มักจะลังเลที่จะเข้าแทรกแซงด้วยมาตรการเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม การลดการเจ็บป่วยและล้มตายจากโควิด-19, การวางแผนเตรียมความพร้อมระยะใกล้ จะต้องนำเอามาตรการสาธารณสุขต่างๆ ที่ใช้การได้ดี แม้ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยามาใช้ด้วย มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการนำมาใช้อย่างเต็มที่อย่างทันที ทั้งในการตiวจหาผู้ติดเชื้อ, การแยกกักกันตัว, การติดตามการสัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด และการกักกันตัว/ติดตามตัว รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน/ประชากรโดยตรง”

ไม่ง่าย…. แต่ก็ไม่ยาก  ถ้าเราอยากทำ

การเดินทางไปแชงกรีล่า สำหรับตาล จำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ทางที่คนอื่นมองว่าสบายน้อย เพราะต้องนั่งรถ ไม่สิ นอนในรถบัส ตลอด 1 คืนเต็มๆ

เพราะรู้ดีว่า เป็นคนที่การทำงานเรื่องของปอดกับหัวใจ ไม่ค่อยจะเสถียรนัก แค่ไม่ต้องไปไหน อยู่เมืองไทยวันไหนอบอ้าวอากาศหนักหน่อย ก็แฮ่กๆ เป็นหมาลิ้นห้อยแล้ว

ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่า… ขึ้นที่สูง เจอดีแน่ๆ

ก่อนมา ตาลเลือกที่จะเตรียมตัวโดยซื้อโสมธิเบต หรือที่เรียกว่าหงจิงเทียนมาทานล่วงหน้า เพราะส่วนตัวคิดว่าน่าจะดีกว่าการกินยา Diamox

การเลือกนั่งรถบัส เป็นการให้เวลากับร่างกายเราได้มีโอกาสค่อยๆปรับตัวไปเรื่อยๆ กับการที่รถค่อยๆไต่ระดับขึ้นที่สูง

จะว่าไปแล้ว ปกติส่วนตัวค่อนข้างจะมีอาการเมารถ จึงติดว่านั่งรถเมื่อไหร่ ก็จะหลับจนเป็นนิสัย การนอนในรถครั้งนี้ จึงเป็นอะไรที่สบายสุดๆ แทบจะหลับง่าย หลับดีกว่าการนอนบนเตียงตัวเองที่บ้านอีก

รูปวิวในโพสต์นี้ เป็นรูปข้างทางที่จับกล้อง ยิงรัวๆ ลั่นชัตเตอร์มั่วๆ วิวก็ยังสวย ก็เพราะวิวแบบนี้ไง ถึงได้อยากมา

ที่นี่ภูเขาเอย แม่น้ำเอย ดูจะเป็นคนละสเกลกับที่บ้านเรา แต่ล่ะอย่างใหญ่โตมโหระทึก

ตอนนี้ตาลมาถึงที่พักได้สัก 3-4 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่ได้ออกไปไหน เพราะรู้สึกได้ถึงอาการเวียนหัวหน่อยๆ (กินยาแล้วน้า)

จึงเลือกที่จะนั่งเล่นนอนเล่นดูวิวจากที่พัก ซึ่งหิมะกำลังโปรย ลอยฟุ้งกันไปทั่ว

เดี๋ยวจะลงรูปที่พักไว้ให้ดูในคอมเม้นท์นะคะ ส่วนตอนนี้ขอไปเอกขเนกก่อนละ 😘😘

#shangrila #yunnan #china #Numtarnstyle

แชร์ประสบการณ์ พบคุณหมอ เวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง ปรึกษาการป้องกัน โรคแพ้ความสูง

ก่อนจะไปเที่ยว เราก็ต้องเตรียมตัว หาข้อมูลและข้อมูลที่ สำคัญในการเดินทางเดินทางขึ้นที่สูงก็คือ การดูแล รับมือ กับโรคแพ้ที่สูง

อย่างแรกทำความเข้าใจกันก่อนโรคแพ้ที่สูงไม่ได้หมายถึงโรคกลัวความสูงเป็นคนละโรค ต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะ

โรคแพ้ที่สูง เกิดขึ้นจาก การที่ร่างกายเราไม่สามารถปรับตัวได้ จากที่จู่ๆเราเดินทาง ขึ้นที่สูงโดยฉับพลัน เช่นการบินจากที่หนึ่งไปลงพื้นที่ที่มีระดับความสูงมากกว่า 2,500 เมตร

การเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่สูง (High Altitude travel) ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขา (Trekking) ในประเทศเนปาล, การเดินทางไปพื้นที่สูงในประเทศจีน อย่างแชงกรีล่า (Shangri-la) หรือ ย่าติง (Yading) หรือ เลห์-ลาดักห์ (Leh-Ladakh) ในประเทศอินเดีย เป็นต้น

คุณหมอที่คลินิคเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทางแสนใจดีอธิบายให้ความรู้ไว้อย่างละเอียดดังนี้..

การป้องกันการเกิดอาการแพ้ความสูงที่ดีและสำคัญที่สุดคือการวางแผนการเดินทาง โดยค่อยๆ ไต่ระดับความสูง (Gradual ascent) เพื่อป้องกันไม่ให้เราขึ้นสูงเกินไป (Too high) และเร็วเกินไป (Too fast) เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีเวลาปรับตัวเข้ากับระดับความดันอากาศที่ลดลงที่ความสูงนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Acclimatization ดังนั้นจึงแนะนำให้เดินทางขึ้นที่สูง วันนึงไม่มากกว่า 500 เมตร ในแนวดิ่งนะคะ เช่นวันนี้เราอยู่ ที่ ระดับความสูง 3,000 พรุ่งนี้เราควรไปในที่ ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 3,500 เมตร

และ ถ้าหากแผนการเดินทางของเราเดินขึ้นไปบนพื้นที่ ที่มีความสูงมากขึ้นเกินกว่ากว่า 1,000 เมตร เราควรหยุดพัก 1 วันเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัว

ทั้งนี้อาการโดยมากไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ไปถึง หากแต่ใช้เวลาสักพัก และโดยทั่วไปจะเกิดในช่วงเวลาของการนอนหลับ แต่จะมารู้สึกกันจริงๆก็คือหลังจากตื่นนอน คือจะมีอาการ เวียนหัว มึนหัว ปวดหัว ผะอืดผะอม คล้ายคนมีอาการแฮงค์โอเวอร์หลังจากดื่ม

คุณหมอยังเล่าอีกว่า ถึงแม้ยา Diamox จะสามารถช่วยทำให้ร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในขณะขึ้นที่สูง แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่จำเป็น นอกจากจะป้องกันอาการแพ้ความสูงไม่ได้แล้ว ยังจะเกิดผลข้างเคียงจากยามากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เป้าหมายสำคัญของการป้องกันอาการแพ้ความสูง ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆไต่ความสูง หรือการใช้ยาในการป้องกัน ก็เพื่อช่วยให้ร่างกายของเราค่อยๆ ปรับตัวตามระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลง ระดับความดันที่ลดลงนี่แหละคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการป่วย เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงอาการเล็กๆน้อยๆของการแพ้ความสูงไปได้ (ซึ่งได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ) ถึงแม้เราจะวางแผนอย่างดีก็ตาม แต่การวางแผนการเดินทางที่ดีจะช่วยทำให้อาการดังกล่าวไม่พัฒนารุนแรงขึ้นจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต

ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินขึ้นไปที่สูงจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้ความสูง รู้ข้อจำกัดของตัวเอง วางแผนการเดินทางอย่างเหมาะสม และใช้ยาป้องกันอย่างถูกต้องด้วย ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพัก อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox

เรื่องอาการแพ้ความสูง ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือเป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน แต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัว (acclimatization) กับระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลงได้ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ณ ความสูงที่จุดหนึ่ง เพื่อนเราอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการปรับกับความสูงได้แล้ว และไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในขณะที่ตัวเราเองอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน ในการปรับตัวกับความสูงเดียวกัน

ดังนั้นจึงต้องประเมินกันเป็นรายบุคคล

ที่สำคัญอีกประการ การไปทานยาหลังจากเกิดอาการแล้วมิได้ช่วยแต่ประการใด Diamox คือยาที่เราอาศัยฤทธิ์ของยาไปในแนวทางการป้องกัน ซึ่งการป้องกันนั้น ก็ไม่อาจที่จะป้องกันอาการเล็กน้อยได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่คำว่าป้องกันในที่นี้คือจะต้องทานยา ใน ปริมาณที่เหมาะสม ก่อนการเดินทาง 12-24 ชั่วโมง และทานอย่างต่อเนื่องจนพ้นจุดสูงสุดของการเดินทาง

Cr: #Numtarnstyle

#เที่ยวให้สนุก #นักเดินทาง

คุณเป็น.. 👉นักท่องเที่ยว หรือ👉นักเดินทาง

นักท่องเที่ยว และ นักเดินทาง ต่างกันอย่างไร

ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว สองคำนี้มีส่วนที่ใช้แทนกันได้ และไม่ได้

ในส่วนที่สองคำนี้มีความหมายทับซ้อนกันคือ หมายถึง คนที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ในและนอกประเทศ ทั้งไปเอง ไปกับกรุ๊ปทัวร์ ไปคนเดียว ไปกลุ่มใหญ่

แต่หากจะลงในรายละเอียดลึกๆแล้ว #นักท่องเที่ยว หรือ #tourism คือคนหรือกลุ่มคนที่เดินทาง ไปกับกรุ๊ปทัวร์ หรือไปเอง นอนตามโรงแรม ออกไปชมสถานที่ ทำกิจกรรมต่างๆโดยที่ใช้ชีวิต อยู่บนกฏเกณฑ์ และวัฒนธรรมของตนเอง ไม่กลมกลืนไปกับคนท้องถิ่น ถึงแม้จะมีลักษณะรูปร่างหน้าตาที่เหมือนคนถิ่น แต่จะมีลักษณะทางการแสดงออกที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่คนท้องถิ่นอย่างชัดเจน

ในขณะที่ #นักเดินทาง หรือ #traveller มักจะเดินทางในกลุ่มเล็กๆ จนถึงเดินทางไปคนเดียว ใช้เวลาในการไปแต่ล่ะครั้ง หลายวัน ไปอยู่และพัก แฝงตัวอยู่กับคนท้องถิ่น เช่น โฮสเทลล์ เกสต์เฮ้าส์ หรือกระทั่ง เดินป่า กางเต้นท์ ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ ที่ไป ปรับตัวทำตัวกลมกลืน เรียนรู้วัฒนธรรมถิ่น วิถีชีวิต ในแต่ละที่ ที่ไป

เพราะความต่าง ซึ่งบางครั้ง ความต่างนี้มากเสียจนรบกวนวิถีชีวิตคนท้องถิ่น สังคมส่วนมากจึงค่อนข้างจะมีเสียงตอบรับด้านลบต่อนักท่องเที่ยวมากกว่า คำว่านักเดินทาง

อย่างไรก็ตาม คำสองคำนี้ ไม่ได้ถูกแบ่งขาดจากกัน ดั่งเช่น ขาวกับดำ แต่ออกไปในทางโทน หรือ ความต่างในบางด้านบางสถานการณ์ เช่นนักท่องเที่ยวที่น่ารักก็มีไม่น้อย หรือนักเดินทาง ที่แบกระเป๋าใบใหญ่จนเดินชนคนอื่นไปทั่วขณะใช้ขนส่งมวลชนก็มี ^__^

แล้วเพื่อนๆล่ะ เป็นนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทาง

#Numtarnstyle

MoMo Challenge คืออะไร…

 

MoMo challenge เกมนี้ได้รับความนิยมในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาโดยจะเล่นผ่านทางแอพพลิเคชั่น Whatsapp โดยการเล่นนั้น ผู้เล่นจะถูกท้าทายให้ทักไปยังบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ MOMO และก็จะมีข้อความ หรือภาพที่ส่งกลับมา ซึ่งมักจะเป็นภาพที่น่ากลัว หรือข้อความที่รุนแรง โดยภาพที่ใช้เป็นภาพหญิงสาวหน้าตาบิดเบี้ยวน่ากลัวคล้ายปีศาจ ซึ่งภาพนี้เป็นผลงานศิลปะของศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า มิโดริ ฮายาชิ
ตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่า เกม MOMO นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเด็กหญิงวัย 12 ปีที่อาร์เจนตินา โดยรูปแบบของเกมนี้นั้น คล้ายๆกับเกม Blue whale challenge ที่แพร่หลายที่รัสเซียเมื่อปีที่แล้ว และทำให้เกิดการฆ่าตัวตายหมู่ตามมา
MOMO ได้รับความนิยมในหลายประเทศเช่น อาร์เจนตินา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมันนี และได้รับความนิยมมากที่สุดในแถบลาตินอเมริกา และกลุ่มเป้าหมายหลักของเกมนี้คือกลุ่มวัยรุ่น
YouTube ยังเผชิญกับปัญหาคลิปเนื้อหาไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เป็นคลิปที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก กรณีล่าสุดเป็นการแทรก “ฉากสอนฆ่าตัวตาย” ลงในการ์ตูนสำหรับเด็ก และสามารถเล็ดลอดการตรวจจับไปขึ้น YouTube Kids ที่พ่อแม่ไว้ใจให้ลูกๆ เปิดดูได้ด้วย
Dr. Free N. Hess ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์ของเด็ก พบคลิปการ์ตูนเด็กที่ใช้ตัวละครจากเกม Splatoon (เป็นคลิปที่ทำโดยแฟนๆ ไม่ใช่การ์ตูนอย่างเป็นทางการ) บน YouTube และ YouTube Kids เมื่อดูการ์ตูนไปตามปกติจนถึงนาทีที่ 4:44 ก็มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาบนจอ และสอนวิธีการกรีดแขนเพื่อฆ่าตัวตายเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที จากนั้นก็ตัดเข้าฉากการ์ตูนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความน่าสนใจคือคลิปนี้อยู่บน YouTube มานานพอสมควรแล้ว และมีคนรีพอร์ตปัญหาไปยัง YouTube แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ จึงคาดว่าผู้สร้างคลิปนี้จงใจใช้ฉากในการ์ตูนเพื่อเล็ดลอดการตรวจจับของ YouTube เมื่อผู้ตรวจสอบได้รับการรีพอร์ต เข้าไปตรวจคลิปดูก็เห็นเป็นการ์ตูนปกติ จึงไม่ได้ดำเนินการอะไร (ปัจจุบันคลิปถูกลบไปแล้วหลังเป็นข่าวดัง)
อีกกรณีหนึ่งที่ใช้เทคนิคคล้ายๆ กันและเกิดขึ้นช่วงไล่เลี่ยกันคือ Momo Challenge ซึ่งเป็นภาพรูปปั้นผู้หญิงครึ่งคนครึ่งนก ตาปูดโปน หน้าตาดูน่ากลัวในแกลเลอรีของประเทศญี่ปุ่น
ภาพนี้ถูกนำมาใช้เป็นมีมชื่อ Momo Challenge (โดยเจ้าของรูปปั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วย) เพื่อชักชวนให้คนบนโซเชียลทำอะไรเสี่ยงๆ รวมถึงทำร้ายผู้อื่นหรือตัวเอง และการทำภารกิจไม่สำเร็จ หรือบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นจะเกิดผลเสียตามมาต่อผู้ชมคลิป (เนื้อหาอาจดัดแปลงไปตามมีมแต่ละอัน แต่โครงเรื่องหลักเป็นแนวนี้)
Momo Challenge เริ่มแพร่หลายในปี 2018 และกลับมาอีกครั้งในช่วงนี้ วิธีการคล้ายกับกรณีข้างบนคือ คลิปการ์ตูนที่ใช้ตัวละครดังๆ อย่าง Splatoon, Fortnite หรือ Peppa Pig ถูกดัดแปลงให้แทรกหน้าของ Momo เข้ามาในบางช่วง และบอกให้เด็กๆ ทำสิ่งที่อันตรายอย่าง เข้าไปในครัว เปิดแก๊ส หรือหยิบมีดมาปาดคอตัวเอง โดยขู่ว่าห้ามบอกพ่อแม่ มิฉะนั้นพ่อแม่จะเกิดอันตราย

Screen Shot 2562-02-28 at 14.00.10

คลิป Momo Challenge รอบใหม่สามารถเล็ดลอดขึ้น YouTube Kids และมีรายงานจากโรงเรียนในอังกฤษว่าพบคลิปนี้แพร่หลายในหมู่เด็กๆ ซึ่งมีเด็กจำนวนมากเกิดความกลัว
อย่างไรก็ตาม โฆษกของ YouTube ยืนยันว่าไม่พบคลิปเหล่านี้ แต่ก็ย้ำว่าให้รีพอร์ตเพื่อให้ทีมงานของ YouTube สามารถลบคลิปได้ทันที

ปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้า กระทบการบิน 11 เส้นทางคืนนี้

ใครจะไปยุโรปเที่ยวบินคืนนี้ 11เส้นทางด้านล่างนี้ ต้องโทรเช็คกับสายการบินที่คุณจะไปให้ชัดเจนเพราะ น่านฟ้าอินเดีย-ปากีสถาน ถูกปิดไม่่มีกำหนด
กรุงเทพ-โคเปนเฮเกน
กรุงเทพ-ออสโล
กรุงเทพ-บรัซเซลส์
กรุงเทพ-ปารีส
กรุงเทพ-มอสโก
กรุงเทพ-แฟรงก์เฟิร์ต
กรุงเทพ-มิวนิก
กรุงเทพ-ซูริก
กรุงเทพ-สตอกโฮล์ม
กรุงเทพ-ลอนดอน
กรุงเทพ-โรม
กรุงเทพ-มิลาน
กรุงเทพ-เวียนนา

วิธีทำข้าวตอก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ข้าวตอก

ข้าวตอก ทำจากข้าวเปลือก
นำข้าวเปลือก ที่คัดแยก ไม่มีสิ่งอื่นเจือปนแล้วมาเตรียมไว้
จากนั้น นำกระทะ(แนะนำให้ใช้ใบใหญ่หน่อย) ตั้งไฟปานกลาง ใส่ข้าวเปลือกลงขั้ว หมั่นคนตลอดเวลา
ขั้วจนข้าวเปลือก แตกกลายเป็นข้าวตอก ยกกระทะขึ้น นำข้าวตอกที่แตกแล้วมาใส่กระด้ง ร่อนแยกเปลือกออก

ข้าวตอกนี้ นอกจากจะใช้ในพิธีมงคล ยังทำขนม พวงมาลัย อีกด้วย

รวมแอพถ่ายภาพ ที่ฉกรูป(ลับ)ผู้ใช้

เทรนด์ ไมโคร ออกมาเปิดเผยว่าพบ แอพหลายแอพที่อาศัยการอนุญาตให้เข้าถึงกล้อง และคลังภาพบนมือถือ เผื่อฉกภาพาของผู้ใช้ โดยเฉพาะ อาจมีภาพลับ ของผู้ใช้

รายชื่อแอพที่ขโมยภาพผู้ใช้

  • Art Editor
  • Art Effect
  • Art Effect
  • Art Effects for Photo
  • Art Filter
  • Art Filter Photo
  • Art Filter Photo Editor
  • Art Filter Photo Effcts
  • ArtFlipPhotoEditing
  • Artistic effect Filter
  • Awesome Cartoon Art
  • Beauty Camera
  • Cartoon Art Photo
  • Cartoon Art Photo
  • Cartoon Art Photo Filter
  • Cartoon Effect
  • Cartoon Photo Filter
  • Emoji Camera
  • Fill Art Photo Editor
  • Horizon Beauty Camera
  • Magic Art Filter Photo Editor
  • Photo Art Effect
  • Photo Editor
  • Pixture
  • Prizma Photo Effect
  • Pro Camera Beauty
  • Selfie Camera Pro
  • Super Camera
  • Wallpapers HD

หากท่านมีแอพตามรายชื่อเหล่านี้ ควรลบแอพออกจากเครื่องทันที

ชี้เป้าร้านขายส่ง ทำขอคืนภาษีได้ด้วย ของถูกกว่าไปสำรวจแล้วขนม/ของเยอะมาก….

ชี้เป้าร้านขายส่ง ทำขอคืนภาษีได้ด้วย ของถูกกว่าไปสำรวจแล้วขนม/ของเยอะมาก….

ตามแผนที่ไปเลยจ้า

(Takagi Sanjō Store
35−1 Mibuamagaikechō, Nakagyō-ku, Kyōto-shi, Kyōto-fu 604-8874, Japan
+81 75-822-1112)

Screen Shot 2562-02-01 at 10.46.02.png

screenshot2562-02-01at10.44.52

 

จะเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง นอกจากทำประกัน ก็อย่าลืม….. ปรึกษาหมอก่อนไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

วัคซีนที่จำเป็นก่อนการเดินทาง/ท่องเที่ยวในต่างประเทศ
 
             การฉีดวัคซีนถือเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรของตนตั้งแต่วัยเด็ก แต่เนื่องจากแต่ละประเทศในโลกมีความเสี่ยงต่อการติดโรคติดเชื้อไม่เหมือนกัน ดังนั้นแผนการให้วัคซีนในแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทย เด็กไทยทุกคนจะได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ ตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (EPI) คือ วัคซีนบีซีจี วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนตับอักเสบ บี วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ JE และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP) ซึ่งวัคซีนต่างๆเหล่านี้ถือเป็นวัคซีนมาตรฐานของคนไทย (Routine vaccine) ซึ่งคนไทยทุกคนควรจะได้รับ ไม่ว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ ดังนั้นทุกคนควรพิจารณาว่าตนเองเคยได้รับวัคซีนดังกล่าวแล้วหรือยัง มีประเด็นทีควรพิจารณาคือ วัคซีนบางตัว เช่น วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี และวัคซีนป้องกันโรคสมองอักเสบ JE เพิ่งได้รับการบรรจุในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติได้ไม่นาน ดังนั้นวัยรุ่นส่วนหนึ่ง และผู้ใหญ่มักจะไม่เคยได้รับวัคซีนดังกล่าวตอนเป็นเด็ก

สำหรับวัคซีนที่ใช้ในนักท่องเที่ยวนั้น สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ

 

1. วัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง (Required vaccine) เป็นวัคซีนที่ถูกกำหนดว่านักเดินทางจำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง ซึ่งเป็นไปตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR) ซึ่งปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียวคือ วัคซีนไข้เหลือง นักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางไปยังดินแดนที่มีการระบาดของไข้เหลือง คือประเทศในแถบแอฟริกา และอเมริการใต้ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนนี้ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนไข้เหลืองได้ที่บทความต่อไปนี้

2. วัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวตามความเหมาะสม (Recommended vaccine for travelers) วัคซีนในกลุ่มนี้ เป็นวัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางบางกลุ่ม/บางคน ตามความเหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกันเช่น ประเทศหรือสถานที่ที่จะไปมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากแค่ไหน  ระยะเวลาที่จะไป กิจกรรมที่จะไปทำ (เช่นไปทำงาน ไปเรียน หรือไปท่องเที่ยว) ตลอดจนต้องพิจารณาถึงตัวนักท่องเที่ยว/นักเดินทางและตัวโรคด้วย การพิจารณาดังกล่าวจะทำในการให้คำปรึกษาก่อนการเดินทาง วัคซีนในกลุ่มดังกล่าวคือ

  • วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ (Typhoid vaccine) ซึ่งจะพิจารณาให้ในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย,เนปาล,บังกลาเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการติดโรคไทฟอยด์ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนไทฟอยด์ (Typhoid vaccine)
  • วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine) โดยปกติแล้วในคนไทยมักจะคุ้นเคยกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังการสัมผัสโรค นั่นคือเมื่อถูกกัด,ถูกข่วน ผู้ป่วยจึงไปพบแพทย์เพื่อขอฉีดวัคซีน, Immunoglobulin ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม  เช่นนักเดินทางในพื้นที่ห่างไกลในประเทศอินเดีย ประเทศจีน หรือประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวถูกสัตว์กัดแล้ว การหาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและ Immunoglobulin ฉีดอาจทำได้ยากมาก จึงควรพิจารณาให้วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าก่อนการสัมผัสโรค อ่านรายละเอียดได้จากบทความนี้ โรคพิษสุนัขบ้ากับนักท่องเที่ยว
  • วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine) ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคที่ติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนไวรัสดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเด็ก มักจะไม่มีอาการ แต่อาการจะมีมากและอาจรุนแรงได้ในผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ สมัยก่อนโรคนี้พบได้ชุกในประเทศไทย ทำให้ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่มีภูมิคุ้นกัน เนื่องจากมีการติดเชื้อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันการสาธารณสุขและการสุขาภิบาลของประเทศไทยดีขึ้นมาก ทำให้อัตราการติดเชื้อในธรรมชาติของเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้นมีน้อยลง ดังนั้นจึงแนะนำให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ในประชากรกลุ่มดังกล่าวต้องเดินทางไปในประเทศกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ คือประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียใต้ และประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ วัคซีนดังกล่าวต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine) วัคซีนนี้เป็นวัคซีนเฉพาะที่แนะนำให้ใช้ในนักเดินทางนักท่องเที่ยวบางกลุ่มคือ
  1. นักเดินทางที่จะไปในทวีปแอฟริกา บริเวณที่เรียกว่า Meninigitis belt เช่นประเทศซูดาน ไนจีเรีย เอธิโอเปีย ฯลฯ
  2. นักเรียน,นักศึกษาไทยที่จะไปศึกษาต่อในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งมีข้อกำหนดให้ต้องฉีดวัคซีนชนิดนี้ก่อนไป โดยเฉพาะถ้าต้องไปอยู่ในหอพัก
  3. ผู้แสวงบุญที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งประเทศซาอุดิอาระเบียกำหนดไว้ว่าทุกคนที่เข้าไปแสวงบุญจำเป็นต้องฉีดวัคซีนนี้ก่อนไป

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine)

  • วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค (Cholera vaccine) เป็นวัคซีนที่ไม่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป เนื่องจากโอกาสที่จะติดเชื้ออหิวาตกโรคระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามแพทย์จะพิจารณาให้วัคซีนนี้แก่นักท่องเที่ยว,นักเดินทางบางกลุ่มคือ กลุ่มที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือเข้าไปทำงานในค่ายผู้อพยพลี้ภัย หรือเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข,เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร ปัจจุบันในประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดรับประทาน ต้องดื่มวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 1-6 สัปดาห์
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศยุโรป อเมริกามีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในประชาชนทั่วไป ไม่เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศไทยเอง กระทรวงสาธารณสุขมีการสนับสนุนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีให้ประชาชนในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถพิจารณาฉีดได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ แตสำหรับนักเดินทาง,นักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มว่าจะต้องเข้าไปในที่ชุมนุมชน หรือในสถานที่แออัด มีคนเป็นจำนวนมาก เช่น ผู้ที่จะไปพิธีแสวงบุญ ผู้จะไปชมกีฬา ไปเที่ยวงานเทศกาลต่างๆ สมควรพิจารณาฉีดวัคซีนนี้