ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวจีนได้ 1

ตอนที่ 1

ทริปนี้ เป็นทริปตะลุยจีนด้วยตัวเอง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก ย่าติง สวรรค์บนแดนดิน และด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนมีความสุขกับการถ่ายรูป ธรรมชาติ เลยมักจะต้องใช้เวลาเที่ยวแต่ละที่นานกว่าปกติ จึงทำให้ชอบที่จะไปด้วยตนเองมากกว่าการไปกับกลุ่มทัวร์ ไม่ยากค่ะ พูดจีนไม่เป็น อ่านรีวิวนี้ครบ ไปจีนเองได้แน่ๆจ้า

เครื่องบินแอร์เอเซียในเส้นทางนี้ เป็นเครื่องเล็ก รุ่น… Airbus 320 ที่นั่งริมหน้าต่าง วิวจะติดปีกตั้งแต่ประมาณแถวที่10-11 เป็นต้นไป ห้องน้ำจะอยู่ด้านท้ายเครื่อง (บางเครื่องก็มีอยู่ด้านหน้าด้วยแต่ไม่ทุกเครื่องนะ) เวลาบินตอนเราบิน ออก 9 โมง ถึง 11 โมงครึ่ง แต่เท่าที่เห็นต้นเดือนเมษานี้ ตารางการบินเลื่อนเร็วขึ้นเป็นเจ็ดโมง ลองเช็คตารางกันดูนะคะ

หลังจากเครื่องบินลงจอดก็เดินเข้างวง เดินตามๆเขาไปเลยจ้า อ้อ ทางสายการบินจะแจกใบตม. ให้กรอกให้เสร็จตั้งแต่บนเครื่องบิน ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนนึงเป็นขาเข้าให้กรอกข้อมูลการเดินทางขาเข้าเลย อีกส่วนจะเป็นข้อมูลขาออกให้กรอกการเดินทางขากลับ เที่ยวบินให้ลงเป็นเที่ยวบินขากลับ ซึ่งจะเป็นคนล่ะเที่ยวบินกันนะคะ แล้วก็เก็บใบขากลับไว้กับพาสปอร์ตเพื่อใช้ตอนเดินทางออกจากจีนค่ะ หรือถ้าไม่มีแจก หรือไม่ได้เก็บไว้ สามารถเขียนใบเหลืองๆได้ตรงขาออกก่อน ตม. ที่จีนได้เลยค่า . ป้ายระหว่างทางเดินยังมีภาษาอังกฤษให้นะคะ แต่ออกจากสนามบิน ออกจากรถไฟใต้ดินจะไม่มีภาษาอังกฤษแล้วค่ะ แอพที่ใช้แปลภาษากันก็จะมีให้เลือกหลากหลายยังไงก็โหลด และหาข้อมูลไว้ให้ครบก่อนเข้าเมืองจีนค่ะ

ช่วงเข้าตม.จะไฮเทคดีมาก ขาเข้านี่ถ้าเทียบกับขาออกแล้วถือว่าค่อนข้างง่ายกว่าขาออกพอควร เอาพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ วางนิ้วแสกนลายนิ้วมือ ถ่ายรูป เป็นอันเสร็จ พาสปอร์ตเป็นไทยเสียงที่ออกมาจากคอมพิวเตอร์ก็จะพูดเป็นภาษาไทย ก่อนถ่ายรูปให้ ถอดแว่น หมวก ผ้าปิดปาก ให้หมดก่อนนะคะ

จากนั้นพอรับกระเป๋า ออกมาด้านนอกได้ก็ดูบนพื้นเลยค่ะ เดินตามลูกศรบนพื้นเพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดิน
ออกมาจะเห็นป้ายนี้เลยค่ะ จะเห็นสัญลักษณ์รถไฟใต้ดินอยู่ที่บรรทัดที่ 2 อันที่ 2 บันไดเลื่อนจะอยู่ด้านขวาของป้ายค่ะ

จากจุดที่ยืน(ภาพด้านซ้าย) หันหน้ามาขวามือจะเห็นโครงสร้างอันสวยงามตามภาพนี้ เดินดูได้ตามสบายเลยค่ะ แต่ถ้าจะไปรถไฟใต้ดินบันไดเลื่อนลงจะอยู่หน้าป้ายเลข 2 ฝั่งซ้ายของภาพเลยค่ะ

ลงไปตามบันไดนี้เลยค่ะ

ลงมาก็จะเห็นคนรุมซื้อตั๋วอยู่ที่เครื่องขายตั๋วอัตโนมัติค่ะ ถ้ามีแบ๊งค์ตั้งแต่ 1-50 Yuan ก็เดินเข้าไปกดปุ่ม English ที่มุมซ้ายล่าง แล้วเลือกสถานีที่ต้องการไปได้เลยค่ะ ราคาจะขึ้นโชว์เราก็ใส่เงิน หากต้องทอนเครื่องก็จะทอนออกมาเป็นแบ๊งค์ สะดวกรวดเร็วทีเดียวค่ะ

เลือกสถานีที่ต้องการ การเลือกก็เลือกว่าสถานีนั้นอยู่บนสายอะไร เราก็เลือกสายก่อน ปัจจุบันจะมีสาย 1,2,3,4,6 ตาลเองกะไปลงกลางเมืองเดินเล่นก่อน ก็เลือกไปที่ Dongfeng station ราคาก็จะขึ้นมา ราคาตั๋วจากที่เห็นก็จะอยู่ที่ 2-8¥ ถือว่าถูกมากทีเดียวค่ะ ทานอาหารแพงกว่าเยอะเลย มื้อนึงจะอยู่ราว 30-90¥ แล้วแต่ประเภทอาหารค่ะ มาม่ากล่องนึงก็ 7-8¥ แล้ว

ได้บัตรมาแล้วก็ติ๊ดที่เครื่องกัน ตรงวงกลมๆมีรูปบัตรเลยค่ะ

และแล้ว เราก็มาอยู่ในรถไฟกันแล้วนะคะ ติดตามต่อไป….

เส้นทางสู่ทะเลสาบ 5 สี

ทะเลสาบ 5 สีนี้แหละ ที่ทำให้ จุดประกายความอยากไปย่าติง พอเห็นภาพทะเลสาบก็เริ่มสงสัยว่ามันคือที่ไหนเริ่มหาข้อมูลจนที่สุดก็เลย เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งใจไปเมืองจีนคนเดียว

เราเดินทางมาถึงหมู่บ้านเอเดนซึ่งถือว่าเป็นการทำเวลาที่ดีมากออกจากแชงกรีล่าตอนเช้ามาถึงที่หมู่บ้านเอเดนประมาณ 5 โมงเย็น *ปัจจุบันอุทยาน เปิดให้เข้าถึง 5 โมงซึ่งเป็นการปรับเวลาจากเดิม จึงมีโอกาสมากขึ้นที่จะไปถึงได้ภายใน 1 วัน หากออกเดินทางจากแชงกรีล่า* ทันทีที่เรามาถึงหมู่บ้านเอเดน คนจีนในกลุ่มก็เดินสำรวจหาโรงแรมที่พักซึ่งที่ที่เราได้พักนั้น อยู่ตรงลูกศรสีแดงในภาพ ราคา 150¥ /ห้อง/คืน ก็ถือว่าอยู่ไม่ไกลจากจุดขึ้นรถซึ่งอยู่ตรงลูกศรสีเหลืองในภาพเช่นกัน

ตอนเช้าเราก็ออกจากโรงแรมมารอขึ้นรถ ณ จุดจอดรถ เมื่อรถบัสอุทยานมาจอดที่จุดจอด เราก็ต้องเดินต่อไปยังจุดขึ้นรถไฟฟ้า เดินกันมาจนถึงจุดซื้อตั๋วรถไฟฟ้าเที่ยวเดียว 50 หยวน ไปกลับ 80 หยวน เชื่อเถอะซื้อไปกลับนั่นแหละเก็บแรงไว้ปีนเขาไปชมทะเลสาบสวยๆดีกว่า

ตรงนี้จะเป็นจุดซื้อตั๋วรถไฟฟ้า

ซื้อตั๋วเสร็จก็มายืนเข้าแถวรอขึ้นรถไฟฟ้า ตอนไปไม่เจอปัญหาเรื่องการแซงคิวเจ้าหน้าที่เสียงดังดุดี 

ตอนแรกก่อนที่จะมาถึงที่นี่เข้าใจว่ารถไฟฟ้าที่นี่หมายถึงรถกอล์ฟ แต่ปรากฏว่าไม่ใช่รถไฟฟ้าที่นี่มีขนาดเหมือนรถบัสคันเล็กๆ

ทางเดินในช่วงนี้จะเป็นทางเดินสบายๆมีทางเดินไม้ทอดเป็นแนวไปตามแนวทุ่งหญ้า จะเห็นป้ายข้างทางเป็นระยะว่าขอความร่วมมือไม่รบกวนทุ่งหญ้า 

ในภาพอาจจะมี ภูเขา, ท้องฟ้า, สะพาน, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ

เดินตามทางไปเรื่อยๆอากาศตรงนี้ลมยังไม่แรงอุณภูมิประมาณ 0 องศา

ช่วงนี้ยังกำลังใจดี ครึกครื้น ถ่ายรูปมุมๆนู้น ทีมุมนี้ที
แต่หลังจากนี้ไม่นานผู้ชายคนจีนที่มาด้วยกันก็ขอตัวกลับโรงแรมบอกว่าเขาไม่ไหวแล้วโดน AMS attack เขาให้แล้ว จริงๆเขาก็มีอาการไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นเห็นว่าปวดหัวมากแต่เช้านี้หลังจากที่แฟนของเขาตัดสินใจอยู่รอที่โรงแรมเพราะไม่ไหวเขายังยืนยันที่จะมาแต่พอมาเดินจริงๆคงจะรู้สึกไม่ค่อยดี เลยถอย เดินไปสักระยะก็เจอตู้ขายน้ำและขนม ตัวช่วยสำคัญในการเดินคือช็อคโกแลตสำหรับตาลแล้ว ตาลเลือกไม่หิ้วอาหารขึ้นมาทานเพราะไม่อยากจะลำบากเรื่องห้องน้ำ และก็หนักด้วย เพราะลำพังอุปกรณ์กล้องที่ขาดไม่ได้ก็ราวๆ สี่กิโลแล้ว จนคนจีนที่มาพร้อมกันยังห้ามแล้วห้ามอีก แต่เราก็ขาดกล้องไม่ได้จริงๆ เลยเลือกพกช็อกโกแลตมา 6 แท่งแทน ซึ่งช่วยได้มาก เพราะไม่ต้องแบกหนัก แล้วก็ไม่เสียเวลาหยุดทาน เวลาเราทานอาหารที่ต้องใช้เวลาย่อยก็จะทำให้ ระบบร่างกายทำงานหนัก และเหนื่อยง่ายขึ้นอีกด้วย ช๊อคโกแลตจึงถือเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เดินไป บิทานไป ทีล่ะหน่อย รักษาพลังงานได้ดีทีเดียว

เมื่อหมดทางไม้ ก็จะเริ่มเป็นทางภูเขาเป็นหินบ้าง ดินบ้าง เดินตามๆกันไป ทางเริ่มมีความชัน เป็นเนินก็เริ่มหมดแรงเร็วขึ้น แรกๆก็ลงนั่งเป็นระยะ แล้วจึงได้พบว่าการลงนั่ง ไม่เป็นการดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะ การนั่งที่ตัวงอขางอเพราะทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวกนักหากจะนั่งควรจะต้องนั่งยืดขายืดตัวอย่าให้งอพับเพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกที่สุด แต่ถ้าจะให้ดี ส่วนตัวตาล รู้สึกว่า การหยุดยืนนิ่งๆ เมื่อเหนื่อยเป็นการดีที่สุด อาจจะด้วยเพราะว่า ปัญหาของการคืออัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วเกินไป เดินมากๆเข้าหัวใจเต้นเร็วจนรู้สึกเจ็บหน้าอก จึงหยุดยืนพักเมื่อยืนพัก พอค่อยยังชั่ว ก็ลองวัดอัตราการเต้นหัวใจดู ปรากฏว่าอยู่ที่ระดับเกิน 155/นาที แต่เมื่อหันไป เห็นยอดภูเขาที่ใกล้ขึ้น แรงก็กลับมาเราก็เดินต่อพยายามเดินให้เร็วที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น เราก็แทบต้องหยุดพัก ทุกๆ 100 เมตร เพราะอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้ความร่วมมือเลย

และแล้วก็เดินมาถึงทะเลสาบ แห่งหนึ่งณตอนนั้น ก็ไม่คิดว่ามันคือทะเลสาบ หนึ่งในสอง ในเป้าหมายของเราวันนี้ แต่พอมาตอนนี้ ก็ยังงงๆว่าตกลงที่นี่ใช่ทะเลสาบน้ำนมหรือเปล่า 

ที่เคยหาข้อมูลมาที่เคยค้นข้อมูลมาเราควรจะต้องเดินถึงทะเลสาบน้ำนม ก่อนทะเลสาบ 5 สี ถ้าเดินถูกทาง แต่ ณ ตรงนั้นทุกอย่างก็ตระการตาไปหมด 

เพลินกับวิวเห็นอะไรก็คือสวยไม่ได้นึกว่าตรงนี้คือที่ไหน ใช้เวลากับแต่ละจุด จนลืมไปว่าตัวเองมีเวลาจำกัด ด้วยความที่เป็นคนถ้าเห็นวิวสวยคือต้องหยุดถ่ายนี่เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ…. 

ปัญหาหลักของการเดินเทรคกิ้งที่สูง

ปัญหาหลักของการเดินเทรคกิ่งที่ย่าติงของแต่ล่ะคนต่างกัน ปัญหาหลักๆก็จะมี

  1. คนที่เป็น AMS ปัญหานี้ ไม่มีใครพยากรณ์ได้ 50-50 เหมือนสภาพดินฟ้าอากาศบนย่าติงเลยทีเดียว
  2. คนที่มีระดับอ๊อกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งอาจจะมีปัญหาข้อหนึ่งร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
  3. อัตราการเต้นของหัวใจ อยู่ในระดับสูงเป็นพื้นฐาน ทำให้การรักษาอัตราการเต้นให้อยู่ในระดับ moderate peace บนที่อากาศเบาบาง แทบเป็นไปไม่ได้เลย
  4. คนที่มีความดันเลือดสูง ยิ่งขึ้นที่สูงความดันเลือดยิ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นอันตรายมากเช่นกัน

ทุกโรงแรมบนหมู่บ้านย่าติงมีมาตรการ ตรวจระดับอ๊อกซิเจนและอัตรการเต้นหัวใจ ชนิดที่เดินเคาะห้องเรียกมาตรวจกันเช้าเย็นเลยทีเดียว

4 ข้อนี้เป็นปัญหาหลักๆของคนที่อยากขึ้นย่าติง ปัญหาเหล่านี้ นักท่องเที่ยวต้องประสบไม่ใช่น้อย

ตัวตาลนั้นระดับอ๊อกซิเจนถือว่าดีมาก แต่หัวใจก็สะออนมากเช่นกัน ที่เห็น 120 ต่อนาทีนั้นคือขณะนั่งพักสบายๆ เพราะฉนั้นการทำเวลาในการเดินให้เสร็จภายในหนึ่งวันจึงเป็นไปได้ยากมาก เพราะการปล่อยให้หัวใจเต้นเกิน 150 ครั้งต่อนาที ถือเป็นเรื่องอันตรายพอสมควรเลยทีเดียว

ใครอยากไปลองเช็คกันดูนะคะว่าจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร

ย่าติง #เทรคกิ่ง #yading #trekking #highland

แชร์ประสบการณ์ พบคุณหมอ เวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทาง ปรึกษาการป้องกัน โรคแพ้ความสูง

ก่อนจะไปเที่ยว เราก็ต้องเตรียมตัว หาข้อมูลและข้อมูลที่ สำคัญในการเดินทางเดินทางขึ้นที่สูงก็คือ การดูแล รับมือ กับโรคแพ้ที่สูง

อย่างแรกทำความเข้าใจกันก่อนโรคแพ้ที่สูงไม่ได้หมายถึงโรคกลัวความสูงเป็นคนละโรค ต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะ

โรคแพ้ที่สูง เกิดขึ้นจาก การที่ร่างกายเราไม่สามารถปรับตัวได้ จากที่จู่ๆเราเดินทาง ขึ้นที่สูงโดยฉับพลัน เช่นการบินจากที่หนึ่งไปลงพื้นที่ที่มีระดับความสูงมากกว่า 2,500 เมตร

การเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่สูง (High Altitude travel) ไม่ว่าจะเป็นการเดินเขา (Trekking) ในประเทศเนปาล, การเดินทางไปพื้นที่สูงในประเทศจีน อย่างแชงกรีล่า (Shangri-la) หรือ ย่าติง (Yading) หรือ เลห์-ลาดักห์ (Leh-Ladakh) ในประเทศอินเดีย เป็นต้น

คุณหมอที่คลินิคเวชศาสตร์การท่องเที่ยวและการเดินทางแสนใจดีอธิบายให้ความรู้ไว้อย่างละเอียดดังนี้..

การป้องกันการเกิดอาการแพ้ความสูงที่ดีและสำคัญที่สุดคือการวางแผนการเดินทาง โดยค่อยๆ ไต่ระดับความสูง (Gradual ascent) เพื่อป้องกันไม่ให้เราขึ้นสูงเกินไป (Too high) และเร็วเกินไป (Too fast) เพื่อให้ร่างกายของเราได้มีเวลาปรับตัวเข้ากับระดับความดันอากาศที่ลดลงที่ความสูงนั้นๆ หรือที่เรียกว่า Acclimatization ดังนั้นจึงแนะนำให้เดินทางขึ้นที่สูง วันนึงไม่มากกว่า 500 เมตร ในแนวดิ่งนะคะ เช่นวันนี้เราอยู่ ที่ ระดับความสูง 3,000 พรุ่งนี้เราควรไปในที่ ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 3,500 เมตร

และ ถ้าหากแผนการเดินทางของเราเดินขึ้นไปบนพื้นที่ ที่มีความสูงมากขึ้นเกินกว่ากว่า 1,000 เมตร เราควรหยุดพัก 1 วันเพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาปรับตัว

ทั้งนี้อาการโดยมากไม่ได้เกิดขึ้นทันทีที่ไปถึง หากแต่ใช้เวลาสักพัก และโดยทั่วไปจะเกิดในช่วงเวลาของการนอนหลับ แต่จะมารู้สึกกันจริงๆก็คือหลังจากตื่นนอน คือจะมีอาการ เวียนหัว มึนหัว ปวดหัว ผะอืดผะอม คล้ายคนมีอาการแฮงค์โอเวอร์หลังจากดื่ม

คุณหมอยังเล่าอีกว่า ถึงแม้ยา Diamox จะสามารถช่วยทำให้ร่างกายเราสามารถปรับตัวได้ดีขึ้นในขณะขึ้นที่สูง แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่จำเป็น นอกจากจะป้องกันอาการแพ้ความสูงไม่ได้แล้ว ยังจะเกิดผลข้างเคียงจากยามากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เป้าหมายสำคัญของการป้องกันอาการแพ้ความสูง ไม่ว่าจะเป็นการค่อยๆไต่ความสูง หรือการใช้ยาในการป้องกัน ก็เพื่อช่วยให้ร่างกายของเราค่อยๆ ปรับตัวตามระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลง ระดับความดันที่ลดลงนี่แหละคือสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการป่วย เราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงอาการเล็กๆน้อยๆของการแพ้ความสูงไปได้ (ซึ่งได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ นอนไม่หลับ) ถึงแม้เราจะวางแผนอย่างดีก็ตาม แต่การวางแผนการเดินทางที่ดีจะช่วยทำให้อาการดังกล่าวไม่พัฒนารุนแรงขึ้นจนถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต

ดังนั้น นักท่องเที่ยวที่จะเดินขึ้นไปที่สูงจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับอาการแพ้ความสูง รู้ข้อจำกัดของตัวเอง วางแผนการเดินทางอย่างเหมาะสม และใช้ยาป้องกันอย่างถูกต้องด้วย ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า Diamox ไม่ใช่ยาที่กินแล้วจะป้องกันอาการได้ 100 % หรือกินแล้วจะทำให้ขึ้นที่สูงได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพัก อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยา Diamox

เรื่องอาการแพ้ความสูง ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือเป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน แต่ละคนมีความสามารถในการปรับตัว (acclimatization) กับระดับความสูงและระดับความดันอากาศที่ลดลงได้ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ณ ความสูงที่จุดหนึ่ง เพื่อนเราอาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงในการปรับกับความสูงได้แล้ว และไม่มีอาการอะไรเลย แต่ในขณะที่ตัวเราเองอาจจะต้องใช้เวลาเป็นวัน ในการปรับตัวกับความสูงเดียวกัน

ดังนั้นจึงต้องประเมินกันเป็นรายบุคคล

ที่สำคัญอีกประการ การไปทานยาหลังจากเกิดอาการแล้วมิได้ช่วยแต่ประการใด Diamox คือยาที่เราอาศัยฤทธิ์ของยาไปในแนวทางการป้องกัน ซึ่งการป้องกันนั้น ก็ไม่อาจที่จะป้องกันอาการเล็กน้อยได้อย่างที่กล่าวมาข้างต้น แต่คำว่าป้องกันในที่นี้คือจะต้องทานยา ใน ปริมาณที่เหมาะสม ก่อนการเดินทาง 12-24 ชั่วโมง และทานอย่างต่อเนื่องจนพ้นจุดสูงสุดของการเดินทาง

Cr: #Numtarnstyle

#เที่ยวให้สนุก #นักเดินทาง

ชี้เป้าร้านขายส่ง ทำขอคืนภาษีได้ด้วย ของถูกกว่าไปสำรวจแล้วขนม/ของเยอะมาก….

ชี้เป้าร้านขายส่ง ทำขอคืนภาษีได้ด้วย ของถูกกว่าไปสำรวจแล้วขนม/ของเยอะมาก….

ตามแผนที่ไปเลยจ้า

(Takagi Sanjō Store
35−1 Mibuamagaikechō, Nakagyō-ku, Kyōto-shi, Kyōto-fu 604-8874, Japan
+81 75-822-1112)

Screen Shot 2562-02-01 at 10.46.02.png

screenshot2562-02-01at10.44.52

 

จะเดินทางไปต่างบ้านต่างเมือง นอกจากทำประกัน ก็อย่าลืม….. ปรึกษาหมอก่อนไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

วัคซีนที่จำเป็นก่อนการเดินทาง/ท่องเที่ยวในต่างประเทศ
 
             การฉีดวัคซีนถือเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะเป็นวิธีที่สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ซึ่งแต่ละประเทศจะมีการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรของตนตั้งแต่วัยเด็ก แต่เนื่องจากแต่ละประเทศในโลกมีความเสี่ยงต่อการติดโรคติดเชื้อไม่เหมือนกัน ดังนั้นแผนการให้วัคซีนในแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทย เด็กไทยทุกคนจะได้รับวัคซีนดังต่อไปนี้ ตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (EPI) คือ วัคซีนบีซีจี วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนตับอักเสบ บี วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ JE และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (DTP) ซึ่งวัคซีนต่างๆเหล่านี้ถือเป็นวัคซีนมาตรฐานของคนไทย (Routine vaccine) ซึ่งคนไทยทุกคนควรจะได้รับ ไม่ว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ ดังนั้นทุกคนควรพิจารณาว่าตนเองเคยได้รับวัคซีนดังกล่าวแล้วหรือยัง มีประเด็นทีควรพิจารณาคือ วัคซีนบางตัว เช่น วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี และวัคซีนป้องกันโรคสมองอักเสบ JE เพิ่งได้รับการบรรจุในแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติได้ไม่นาน ดังนั้นวัยรุ่นส่วนหนึ่ง และผู้ใหญ่มักจะไม่เคยได้รับวัคซีนดังกล่าวตอนเป็นเด็ก

สำหรับวัคซีนที่ใช้ในนักท่องเที่ยวนั้น สามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆคือ

 

1. วัคซีนที่จำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง (Required vaccine) เป็นวัคซีนที่ถูกกำหนดว่านักเดินทางจำเป็นต้องได้รับก่อนการเดินทาง ซึ่งเป็นไปตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ (WHO IHR) ซึ่งปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียวคือ วัคซีนไข้เหลือง นักท่องเที่ยวที่จะต้องเดินทางไปยังดินแดนที่มีการระบาดของไข้เหลือง คือประเทศในแถบแอฟริกา และอเมริการใต้ จำเป็นต้องได้รับวัคซีนนี้ก่อนการเดินทางอย่างน้อย 10 วัน ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับวัคซีนไข้เหลืองได้ที่บทความต่อไปนี้

2. วัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวตามความเหมาะสม (Recommended vaccine for travelers) วัคซีนในกลุ่มนี้ เป็นวัคซีนที่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวหรือนักเดินทางบางกลุ่ม/บางคน ตามความเหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกันเช่น ประเทศหรือสถานที่ที่จะไปมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากแค่ไหน  ระยะเวลาที่จะไป กิจกรรมที่จะไปทำ (เช่นไปทำงาน ไปเรียน หรือไปท่องเที่ยว) ตลอดจนต้องพิจารณาถึงตัวนักท่องเที่ยว/นักเดินทางและตัวโรคด้วย การพิจารณาดังกล่าวจะทำในการให้คำปรึกษาก่อนการเดินทาง วัคซีนในกลุ่มดังกล่าวคือ

  • วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ (Typhoid vaccine) ซึ่งจะพิจารณาให้ในนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปในประเทศแถบเอเชียใต้ เช่น อินเดีย,เนปาล,บังกลาเทศ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงในการติดโรคไทฟอยด์ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนไทฟอยด์ (Typhoid vaccine)
  • วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine) โดยปกติแล้วในคนไทยมักจะคุ้นเคยกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังการสัมผัสโรค นั่นคือเมื่อถูกกัด,ถูกข่วน ผู้ป่วยจึงไปพบแพทย์เพื่อขอฉีดวัคซีน, Immunoglobulin ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม  เช่นนักเดินทางในพื้นที่ห่างไกลในประเทศอินเดีย ประเทศจีน หรือประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เนื่องจากเมื่อนักท่องเที่ยวถูกสัตว์กัดแล้ว การหาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและ Immunoglobulin ฉีดอาจทำได้ยากมาก จึงควรพิจารณาให้วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าก่อนการสัมผัสโรค อ่านรายละเอียดได้จากบทความนี้ โรคพิษสุนัขบ้ากับนักท่องเที่ยว
  • วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine) ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคที่ติดต่อโดยการกินอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนไวรัสดังกล่าว ผู้ป่วยส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเด็ก มักจะไม่มีอาการ แต่อาการจะมีมากและอาจรุนแรงได้ในผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ สมัยก่อนโรคนี้พบได้ชุกในประเทศไทย ทำให้ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่มีภูมิคุ้นกัน เนื่องจากมีการติดเชื้อโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันการสาธารณสุขและการสุขาภิบาลของประเทศไทยดีขึ้นมาก ทำให้อัตราการติดเชื้อในธรรมชาติของเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ตอนต้นมีน้อยลง ดังนั้นจึงแนะนำให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ ในประชากรกลุ่มดังกล่าวต้องเดินทางไปในประเทศกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ คือประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชียใต้ และประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ วัคซีนดังกล่าวต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine) วัคซีนนี้เป็นวัคซีนเฉพาะที่แนะนำให้ใช้ในนักเดินทางนักท่องเที่ยวบางกลุ่มคือ
  1. นักเดินทางที่จะไปในทวีปแอฟริกา บริเวณที่เรียกว่า Meninigitis belt เช่นประเทศซูดาน ไนจีเรีย เอธิโอเปีย ฯลฯ
  2. นักเรียน,นักศึกษาไทยที่จะไปศึกษาต่อในประเทศแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งมีข้อกำหนดให้ต้องฉีดวัคซีนชนิดนี้ก่อนไป โดยเฉพาะถ้าต้องไปอยู่ในหอพัก
  3. ผู้แสวงบุญที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งประเทศซาอุดิอาระเบียกำหนดไว้ว่าทุกคนที่เข้าไปแสวงบุญจำเป็นต้องฉีดวัคซีนนี้ก่อนไป

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal vaccine)

  • วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค (Cholera vaccine) เป็นวัคซีนที่ไม่แนะนำให้ใช้ในนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป เนื่องจากโอกาสที่จะติดเชื้ออหิวาตกโรคระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวมีน้อยมาก อย่างไรก็ตามแพทย์จะพิจารณาให้วัคซีนนี้แก่นักท่องเที่ยว,นักเดินทางบางกลุ่มคือ กลุ่มที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือเข้าไปทำงานในค่ายผู้อพยพลี้ภัย หรือเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข,เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร ปัจจุบันในประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดรับประทาน ต้องดื่มวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 1-6 สัปดาห์
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine) ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สามารถพบได้ทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศยุโรป อเมริกามีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในประชาชนทั่วไป ไม่เกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว ในประเทศไทยเอง กระทรวงสาธารณสุขมีการสนับสนุนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีให้ประชาชนในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถพิจารณาฉีดได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีการเดินทางหรือไม่ แตสำหรับนักเดินทาง,นักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มว่าจะต้องเข้าไปในที่ชุมนุมชน หรือในสถานที่แออัด มีคนเป็นจำนวนมาก เช่น ผู้ที่จะไปพิธีแสวงบุญ ผู้จะไปชมกีฬา ไปเที่ยวงานเทศกาลต่างๆ สมควรพิจารณาฉีดวัคซีนนี้

เตรียมกล้องไปลุยหิมะ เตรียมไม่ดีมีเจ๊ง

การไปถ่ายรูป ในสถานที่ที่เย็นจัด ระดับ ติดลบ -20, – 40เราจะเริ่มเจอปัญหาอุปกรณ์ไม่เป็นอย่างที่เคยใช้ประเด็นหลัก ก็จะมีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน

1 แบตเตอรี่

ปัญหาที่เกิดกับแบตเตอรี่ ที่ต้องเจอก็คืออาการแบตไหล ซึ่งเกิดมาจากว่าตัวแบตเตอรี่เนี่ยจะต้องมีหน้าที่สร้างความร้อน เพื่อให้กล้องสามารถทำงานได้ราบรื่นเมื่อต้องคอยต่อสู้ความเย็นเนี่ยแบตจะหมดเร็ว ครึ่งต่อครึ่งทีเดียว เทคนิคที่พอจะช่วยรักษาแบบเตอรี่ได้

Canon camera with spare battery

+ เก็บแบตไว้ในที่อุ่น เช่น กระเป๋าภายในเสื้อโค๊ท หรือ ในกระเป๋ากล้องอุปกรณ์ เราอาจวางแผ่นความร้อนไว้ใกล้ๆกับแบต

+ หาอุปกรณ์ หรือวัสดุหุ้มบริเวณที่บรรจุแบตบนตัวกล้อง

+ หยิบกล้องออกมาเมื่อพร้อมที่จะถ่ายภาพแล้วเท่านั้น เมื่อถ่ายเสร็จให้เก็บเข้ากระเป๋า เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิกล้องให้มากที่สุด

+ พกแบตเตอรี่สำรอง เป็นสองเท่าของการใช้ปกติ

+ เคยมีบางคำแนะนำให้เก็บกล้องไว้ใต้เสื้อโค๊ท แต่ส่วนตัวจะบอกว่าวิธีนี้เสี่ยง เพราะภายใต้เสื้อโค๊ท นอกจากจะอุ่น ความชื้นจากตัวเราก็สูงด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นอาจทำให้กล้องเสียหายจากความชื้น ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายกว่าแบตหมดเป็นอย่างมาก เราจึงแนะนำให้มีกระเป๋าอุปกรณ์ที่รักษาอุณหภูมิได้ แล้วใส่แผ่นความร้อนไว้สร้างความอุ่นให้เพียงพอ

ในส่วนของแบตเตอรี่นี้ เมื่อเรากลับมาสู่ในสภาพอุณหภูมิปกติ ประสิทธิภาพก็จะกลับมาเหมือนเดิม ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง

2 ความชื้น

ข้อนี้แหละค่ะ เป็นสิ่งที่ต้องเป็นห่วงมากที่สุด.. เพราะถ้าพลาดมันจะทำให้ทั้งตัวกล้องและเลนส์เสียหายถาวรได้เลยทีเดียว ความชื้นที่เราต้องระวัง ไม่ใช่ตอนที่เราออกไปผจญอุณหภูมิติดลบ แต่เป็นตอนที่เราต้องพาอุปกรณ์กลับเข้าสู่ภายในอาคารที่มีทั้งเครื่องทำความร้อน เครื่องเพิ่มความชื้น ส่วนใหญ่อากาศติดลบ จะเย็นและแห้ง จึงทำให้ผู้คนที่อาศัยในภูมิอากาศแบบนี้จะมีเครื่องสร้างความชื้นไว้ภายในอาคารเพื่อช่วยให้อากาศไม่แห้งจนเกินไป ดังนั้นเมื่อกล้องเย็นๆ กลับเข้ามาเจออากาศอุ่นๆ ชื้นๆ จะกล้องกันน้ำรุ่นไหน ก็ป้องกันการกระบวนการกลั่นตัวเมื่อเย็นกระทบร้อนไม่ได้ และ น้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวจะสามารถแทรกเข้าไปอยู่ในทุกอณูของกล้องและเลนส์ได้ คำแนะนำที่ช่างภาพใช้กันมาก็คือ

 

การกลั่นตัวของไอน้ำเกิดขึ้นเมื่อ เราย้ายวัตถุ วัตถุ จากเย็นไปร้อน ในช่วงเวลาสั้นๆ นึกถึงกระป๋องโค้ก ที่เราเอาออกมาจากตู้เย็น มาตั้งอยู่ที่อุณหภูมิห้อง แล้วเกิดไอน้ำเกาะ สิ่งเดียวกันนี้ก็จะเกิดขึ้น กับอุปกรณ์ของเรา ยิ่งถ้าเป็นเลนส์แล้วเกิดเหงื่อข้างใน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายต่อเลนส์ของเรามากที่สุด

มีวิธีป้องกันอยู่ 2-3 วิธี

+ พยายาม ดูดความชื้นออกจากกล้อง ให้มากที่สุด ก่อนที่จะเอากล้องไปใน สภาพอากาศอุณหภูมิติดลบ

 

+ เมื่อต้องการนำกล้อง กลับเข้ามา ใน อาคาร หรือในที่ที่มีอุณหภูมิอุ่น ให้ถอดเมมโมรี่การ์ด แบตเตอรี่  แล้วใช้ผ้าห่อทั้งเมมโมรี่การ์ดและกล้อง เราอาจจะถอด แยกระหว่าง Body กับเลนส์ แล้วเอาผ้าห่อ ในส่วนของ Body นั้นให้คว่ำหน้าลง เพื่อปล่อยให้น้ำลงมาที่ผ้าที่หุ้มไว้ ข้อควรระวังคืออย่าไปวางใกล้ฮีตเตอร์ เพราะจะทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและนั่นไม่ดีต่อกล้อง เพื่อให้ผ้าได้ซับเหงื่อ ที่จะเกิดขึ้นจากการนำ อุปกรณ์เข้ามากระทบกับอากาศอุ่นภายในอาคาร

ปล่อยอุปกรณ์ไว้จนกว่า อุปกรณ์ของคุณ จะปรับอุณหภูมิให้อยู่ในระดับเดียวกับอุณหภูมิห้อง เมื่อปรับอุณหภูมิเรียบร้อยแล้ว เช็คให้มั่นใจว่าอุปกรณ์แห้งดีแล้วจึงเก็บ อุปกรณ์ใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมตัวสำหรับวันต่อไป และให้มั่นใจว่าใส่สารดูดความชื้นไว้กับกระเป๋าอุปกรณ์เสมอ ที่สำคัญ กระเป๋ากล้องก็ต้องอยู่ในสภาพแห้งดีเช่นกัน

 

+ การถ่ายภาพระหว่างหิมะตก ข้อนี้ไม่แตกต่างจากข้อ ก่อนหน้า สิ่งที่ช่วยได้ก็ จะเป็นพวก ฮูดเลนส์ หรือ เคสกันน้ำที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ของท่าน หรือถ้าถ่ายอยู่บนขาตั้งกล้องก็อาจจะใช้ร่มได้ หรืออาจพิจารณาใช้กล้อง กันน้ำหรือกล้องประเภทที่ลุยได้ในทุกสภาพอากาศ อีกอุปกรณ์ที่จะช่วยได้มากก็คือRain cover ของกล้องแต่ละรุ่น

A properly bagged and sealed camera, ready to be taken back indoors after a cold outdoor shoot.

+ ใช้ถุงซิปล๊อค หรือ โอเชียนแพ๊ค เดี๋ยวนี้มีผลิตออกมามาก ทั้งทนทั้งเบา  ใส่กล้อง และอุปกรณ์ ปิดให้แน่น ก่อนกลับเข้าไปในภายในอาคาร วิธีการนี้จะช่วยให้ตัวอุปกรณ์ มีระยะค่อยปรับอุณหภูมิสูงขึ้น โดยมีอากาศภายในถุงเป็นตัวช่วยให้อุณหภูมิปรับเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ
+ อีกเรื่องของความชื้น ที่ ก่อความรำคาญได้ไม่น้อย ด้วยความไม่เคยชิน ของช่างภาพคือ การเผลอหายใจ ใส่หน้าเลนส์ ทันทีที่คุณหายใจใส่หน้าแรง ละอองน้ำแข็งจะเกาะหน้าเลนส์ทันทีสร้าวความเซ็งได้ไม่น้อยเลย

This is what happens if you accidentally breathe on your lens during a cold weather shoot.

เหตุการณ์แบบนี้ป้องกันได้ด้วยการ ใช้ผ้า อาจจะเป็นผ้าพันคอ หรือ ปลอกคอที่เขานิยมใช้ในพื้นที่อากาศแบบนี้ ปิดบริเวณปากกับจมูกไว้ แล้วไอน้ำทั้งหมดที่คุณหายใจ จะขึ้นไปเกาะเป็นน้ำแข็งอยู่ที่ขนตาแทน 😁😁อย่างไรก็ตามอุปกรณ์อีกอย่างที่สามารถช่วยคุณได้ก็คือฝาเลนส์ปิดเข้าไว้เวลาที่ไม่ได้ใช้

 

3 ช่างภาพ

เมื่อปกป้องกล้องทุกอย่างแล้ว เราก็คงไม่ได้ภาพสวย ถ้าช่างภาพจะทนอากาศหนาวไม่ไหว ดังนั้นก็อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์กันหนาวสำหรับตัวเองให้พร้อม เพื่อที่ เราจะได้สามารถลุยอยู่ในอากาศหนาวนานพอที่จะเก็บภาพสวยๆได้

140131_6284_dancarr

 

เกร็ดเล็กน้อยอีกเรื่องคือ การตั้งค่ากล้อง เราไม่ได้จะมาสอนวิธีการตั้งค่ากล้องแต่จะเตือน ให้นึกถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การถ่ายภาพใน ที่ที่มีหิมะหรือเป็นน้ำแข็งสิ่งที่แตกต่างคือส่วนใหญ่ของภาพจะเป็นสีขาว ซึ่ง ทำให้การปรับภาพในแบบปกติ ไม่ตอบโจทย์ ข้อแนะนำคือ เราจำเป็นต้องเพิ่ม ให้ภาพ Over 1-2 Stop เพื่อให้บริเวณที่เป็นหิมะนั้นยังคงเป็นสีขาว ไม่กลายเป็นสีเทา ดังค่าปกติที่กล้องได้ตั้งไว้ หรือในกล้องบางยี่ห้อ ก็จะมี ฟังก์ชั่น เรียกว่าการถ่ายภาพแบบ High Key ซึ่งก็ต้องศึกษา เทคนิคของกล้องแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น สุดท้ายนี้อย่าลืม การถ่ายรูปในบริเวณที่เป็นหิมะปกคลุม แสงสะท้อนจากหิมะสีขาวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกทาง ดังนั้น ฮูดเลนส์ จะช่วย ป้องกัน ภาพเสียหายจาก แสงสะท้อน ได้ และยังป้องกัน ไม่ให้หิมะเกาะลงบนหน้าเลนส์โดยตรงได้อีกด้วย

 

เมื่อเตรียมตัวพร้อม เราก็ออกไปสนุกกับการถ่ายในฤดูหนาวสุดขั้ว ได้อย่างสะใจ

แต่งยังไง ให้ไปตะลุยหนาวสุดขั้วไหว

เครื่องแต่งกายสำหรับ สภาพอากาศหนาวสุดขั้ว
หลายๆคนมักมีปัญหาในการเตรียมเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีสภาพอากาศแบบหนาวสุดขั้ว ซึ่งความทนทานในความหนาวของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไป การที่เราจะบอกว่าต้องเตรียมเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์แบบนี้แบบนั้นไปนั้นบางทีก็เป็นเรื่องที่แนะนำได้ยากพอสมควร บทความนี้ทาง Wonder Wander เลยตั้งใจจะมาสรุปถึงอุปกรณ์คร่าวๆให้ได้นำไปอ้างอิงเพื่อที่จะเตรียมตัวรับมือกับอากาศหนาวเหน็บได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ อากาศหนาวสุดขั้วที่ว่านั้น ทางเราขอพูดกันถึงอุณหภูมิที่คนเขตร้อนอย่างเราๆไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นัก นั่นก็คือ ตั้งแต่ 0 องศาลงไป จนถึงประมาณ -20 องศา (จริงๆ ตั้งแต่ -5 ลงไปก็แทบจะไม่รู้สึกว่ามันหนาวเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ ฮ่าๆ) เริ่มจากส่วนลำตัวทั้งท่อนบนท่องล่างกันก่อน ร้านค้าหรือยี่ห้อที่กล่าวถึง ทางเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใดนะครับ ^^ใครชอบยี่ห้อไหนเป็นพิเศษลองพิจารณาจัดซื้อกันได้ตามสะดวก Innerwear หรือ Base layer หรือที่เรียกกันติดปากว่า ล่อนจ้อน เอ๊ย ลองจอน อันนี้มีหลายเกรด ธรรมดาหาซื้อง่ายหน่อย ก็ Uniqlo ถ้าเกรดดีหน่อยแบบหนาๆ ก็พวกแบรนด์ดังอย่าง Columbia / The North Face ใส่เอาไว้เพื่อรักษาความอุ่นในร่างกายไม่ให้ไหลออกไปไหน (แนะนำให้เลือกไซส์ที่รัดแนบตัวไปเลยนะครับ อารมณ์ bodysuit) มีให้เลือกทั้งส่วนบนส่วนล่างนะครับ

Base Layer (รูปจาก Google)
ชุดชั้นกลางแนะนำเสื้อและกางเกงที่ทำจากผ้าฟลีส Fleece ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยให้ความอบอุ่นได้ดีและมีน้ำหนักเบาหาซื้อได้ตามร้านขายของ Outdoor หรือใครอยู่ใกล้โลตัสสาขาใหญ่ๆในกทม.แนะนำให้ไปดูที่ Decathlon นะครับ ที่นี่มีแทบทุกอย่างที่ต้องการ หรือจะแวะไปดูที่ Uniqlo ก็ได้น่าจะสามารถหาได้ทั้งเสื้อและกางเกง Fleece

Fleece (รูปจาก internet)
ข้างต้นกล่าวไปได้สองชั้นแล้ว (ไม่รวมกางเกงในนะอิอิ) มาถึงชั้นที่สามกันบ้าง – ชั้นนอกแต่ไม่นอกสุด แนะนำเป็น เสื้อขนห่าน หรือ Down Jacket หรือที่คุ้นเคยกันดีในนาม #เสื้อแหนม (เดี๋ยวนี้มักใช้วัสดุเป็นใยสังเคราะห์ซึ่งให้ความอุ่นได้ดีแต่มีราคาถูกกว่า) ซึ่งจะอุ่นมากอุ่นน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวน Down Fill ที่ระบุเอาไว้ ธรรมดาก็ Down Fill 550-600 ดีขึ้นมาหน่อยก็ 700-800 ดีมากๆ ก็ 900-1000 บางรุ่นก็พับเก็บเล็กๆได้ บางรุ่นก็กันละอองน้ำได้ ลองสามารถไปเลือกดูกันได้เลยตามร้านค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็น Uniqlo / Decathlon / Columbia / The North Face ราคาก็ต่างกันไปตามแบรนด์ที่เลือกครับ (ชั้นนี้ส่วนกางเกงไม่มีนะครับ กระโดดไปเป็นชั้นนอกสุดเลย)

Down Jacket (รูปจาก Google)
– มาถึงชั้นนอกสุดกันบ้าง ชุดกันลมกันฝน (Wind and Waterproof Jacket ) อันนี้เหมาะสำหรับทริปที่เป็นเป็นที่โล่งและสูง ที่มีโอกาสจะเจอลมแรงๆ อย่างเช่น ไอซ์แลนด์ เป็นต้น ส่วนมาก เป็นแบบเป็น packable หรือ แบบพับเก็บเป็นก้อนเล็กๆได้ ดังนั้นหากไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงหากมีอยู่แล้ว ก็พกติดไปไว้ในทุกๆทริปที่คิดว่ามีโอกาสใช้ก็ดีนะครับ ไม่ได้เปลืองที่อะไรมากมาย บางคนอาจจะมีเป็นเสื้อสกีหรือกางเกงสกี (Snow Jacket and Pants) ก็เอามาใช้ทดแทนกันได้นะครับ แต่อาจจะใหญ่ เทอะทะและหนักกว่าแบบที่ pack ได้

เสื้อกันลมกันฝน (รูปจาก Google)

กางเกงกันลมกันฝน (รูปจาก http://www.thenorthface.com)

กางเกงสำหรับเล่นสกี (รูปจาก google)
สรุปลำดับการใส่เครื่องแต่งกายในอุณหภูมิระดับติดลบมากๆ ท่อนบน : ลองจอน > ฟลีส > ขนห่าน > กันลมกันฝน ท่อนล่าง : ลองจอน > ฟลีส > กันลมกันฝน หากอุณภูมิแค่ติดลบต้นๆ อาจจะลดทอนบางส่วนออกได้ครับตามความเหมาะสมครับ จบกันไปแล้วกับท่อนบนและท่อนล่าง มาว่ากันต่อในจุดที่ค่อนข้างเปราะบางกับลมและอุณหภูมิกันบ้าง ใบหน้าและศรีษะ ส่วนนี้เป็นส่วนเปิด ดังนั้นทางเราแนะนำให้หาอุปกรณ์มาปิดดังนี้ – ผ้าพันคอ หรือ ปลอกคอ หรือ ผ้าบัฟ (Scalf or Neckwarmer or Buff) ลองเลือกดูได้ตามความชอบและเหมาะสมเลยครับ เอาไว้ปิดคอรวมจนถึงใบหน้าท่อนล่าง กันได้ทั้งลม ให้ได้ทั้งความอบอุ่น – หมวกไหมพรม หรือ หมวกที่สามารถให้ความอบอุ่นได้แว่นตากันแดด ฤดูหนาวในวันฟ้าใสนี่ บอกได้เลยว่าแสงอาทิตย์มาแรงมาก ยิ่งถ้ามีหิมะด้วยแล้วละก็ สะท้อนแสงกันตาแทบบอด ติดเอาไว้กันด้วยนะครับ

หมวก ปลอกคอ แว่นกันแดด (รูปจาก google)
ส่วนมือ แนะนำเป็น ถุงมือที่ให้ความอุ่น 1 ชั้น (liner gloves) และ ถุงมือกันลมอีก 1 ชั้น (windproof gloves) จะทำให้เราสามารถปรับใช้ในกรณีที่ต้องการจับถือหรือใช้งานกล้องได้ดีกว่าแบบหนาๆครับ หรือถ้าอุณหภูมิไม่ได้เย็นจัดจะลดเหลือชิ้นเดียวก็ได้ครับ แต่บอกเลยว่าตรงนี้เปราะบางมากๆ นิ้วอาจจะไร้ความรู้สึกได้ ><~

ถุงมือให้ความอุ่น และ ถุงมือกันลม (รูปจาก google)
ส่วนเท้า อันดับแรกก็ต้อง ถุงเท้าอย่างหนาก่อนเลย อาจจะเป็นแบบขนสัตว์ (wool socks) หรือ จำพวกที่มีเทคโนโลยี อย่าง Heattech ของ Uniqlo แต่บอกเลยได้ว่า ถ้าไปยืนแช่อยู่กับที่นานๆ (ช่างภาพอย่างเราๆนี่ตัวดีเลย) แล้วรองเท้าไม่ได้เป็นรองเท้าที่หุ้มเท้าเรามิดชิดอย่างพวก รองเท้าเทรคกิ้ง (Treking Shoes or Boots) หรือ รองเท้าลุยหิมะ (Snow Boots) แล้วล่ะก็ ความรู้สึกจะเหมือนกับว่า นิ้วเท้าเราได้หายไปหมดแล้ว บรั๊ยยยยยย

ถุงเท้าหนา รองเท้าเทรคกิ้ง บูทลุยหิมะ (รูปจาก google)
เป็นอย่างไรกันบ้างครับอุปกรณ์ที่ทางเราแนะนำให้มีเตรียมไว้สำหรับทริปที่มีอุณหภูมิหนาวอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ดี รายการอุปกรณ์ด้านบนนั้น เป็นแค่ส่วนนึงที่ทางเราแนะนำเท่านั้น

การที่จะเลือกซื้อมาใช้นั้น บางทีก็ต้องดูลักษณะทริปที่เราไป สถานที่ที่เราไป ไลฟ์สไตล์ของเรา นำไปประกอบการพิจารณาด้วยนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น หากไป เลห์ช่วงหน้าหนาว อาจจะลดทอนบางอย่างออกได้ รองเท้า snow boots อาจจะไม่ถึงขั้นจำเป็นต้องหามาใช้งาน อาจจะใช้เป็นรองเท้า hiking / treking ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะลักษณะทริปไม่ได้เป็นแบบที่ต้องไปลุยหิมะอะไรแบบนั้น (อาจจะมีหิมะตกบ้างแต่เส้นทางไม่ได้มีการไปเดินลุยอะไร) หรือ ถ้าไป Iceland หน้าหนาว ล่าแสงเหนือ ก็อาจจะต้องจัดเต็มกันหน่อย เพราะโอกาสเข้าไปลุยหิมะจะมีเยอะกว่า ลมแรงกว่า แม้ว่าอุณหภูมิที่เช็คดูอาจจะเท่ากันทั้งสองที่ แต่เจอลมกรรโชกเข้าไป windchill อาจจะทำให้เรารู้สึกหนาวขึ้นไปอีก 10 กว่าองศา ก็ได้
สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับอุปกรณ์คร่าวๆก็น่าจะมีเท่านี้ ยังไงไปเที่ยวที่ไหนก็อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ไปให้ครบครันตามสภาพอากาศนะครับ เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุกนะเอ้ออออ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปครับ

NOTJUSTNUT

หนาวสุดๆกับลมที่ Iceland

เย็นยะเยือกกับอุณหภูมิที่ Iceland

บรรยากาสบนทะเลสาบน้ำแข็งไบคาล

CRภาพและเนื้อหา : Wonder-Wander Fanpage

รีวิว หน้ากาก n95 แบบมีวาล์ว และไม่มีวาล์ว (มีคลิป)

 

แค่ฝุ่นละออง pm2.5 มีเกินค่ามาตรฐาน มีนักวิชาการกล่าวไว้ว่า ฝุ่นละออง pm10 ก็สามารถเข้าถึงขั้วปอดได้แล้ว ถ้าวัดค่าฝุ่นละออง pm10 จะสูงขึ้นไปอีกกี่เท่ากันล่ะ

 

เครดิต Numtarnstyle.com

ลองจอห์น  ฮีทเทค เทอมอล คืออะไร เลือกอะไร แบบไหน ยังไงดี……????

จะไปลุยหิมะ ปะทะลมหนาว ปัญหาใหญ่อย่างแรกคือ ต้องใส่อะไรยังไง เสื้อกันหนาวแล้ว ใครๆก็บอกไม่พอ ต้องมีตัวใน ต้องเป็นแบบนั้น ต้องเป็นยี่ห้อนี้ ส่วนตัวจะไม่มาเขียนเชียร์ยี่ห้อไหน แต่ถามว่าชอบของฝั่งไหนก็ตอบตรงๆ ว่าชอบของทางยุโรปมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ สบายของแต่ละคนมีนิยามต่างกัน
ลองจอห์น ฮีทเทค เทอมอล ล้วนแล้วแต่เป็นคำศัพท์ที่เรียกแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ แต่ละค่าย แต่สุดท้าย สรุปทั้งหมดก็คือ… ชั้นในที่ใส่เพื่อรักษาความร้อนของร่างกาย ไม่ให้หลุดออกมา สลายไปกับอากาศเย็นที่อยู่ภายนอก ซึ่งมีทั้งเสื้อและกางเกง ซึ่งแต่ละค่าย แต่ละแบรนด์ต่างก็มีเทคโนโลยีของตัวเองที่พัฒนาขึ้น มีสไตล์ที่ต่างกันไป จากนั้นก็ใส่ เสื้อกางเกง ปกติ ตามแฟชั่นที่แต่ละคนชอบใส่ทับอีกชั้นนึง

สมัยที่ต้องผจญกับอุณหภูมิ 0 องศา ส่วนตัวใส่แค่ส่วนที่เป็นกางเกง เพราะว่าเสื้อ เราสามารถใส่โค๊ทกันหนาว ใส่เข้า ถอดออกง่ายๆ เวลาเข้าภายในอาคาร อุณหภูมิภายในก็จะถูกรักษาไว้ที่ 20 องศานิดๆ เวลาออกนอกตัวอาคารก็ต้องกลับออกมาเจอกับอากาศที่ต่างกันมากกว่า 20 องศา ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องใส่ๆ ถอดๆเจ้าตัวโค๊ทข้างนอก ความที่ส่วนตัวไม่ใช่คนแฟชั่นจ๋า ก็จะเลือกใช้เป็นโค๊ทยาว Over-coat เพื่อความสะดวกนั่นเอง เพราะหากเป็นตัวสั้น เราก็จะต้องหาบู๊ท หรือถุงเท้ายาวใส่อีกชั้นเพื่อความอุ่น แต่โค๊ทยาว กับกางเกงตัวในที่รักษาความอุ่นแล้วตามด้วยยีนส์ทับข้างบน เพียงเท่านี้ก็จบ สามารถอยู่ได้สบาย ไปไหนมาไหนก็สะดวก หยิบตัวเดียวแล้วออกได้เลย

การเลือกส่วนผสมของวัสดุที่นำมาทำ ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดถึงคุณภาพ ดังนั้นทุกครั้งที่เราเลือกก็ต้องอ่านป้ายดูว่าใช้วัสดุอะไรกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ว่ากันว่า วัสดุที่ดีที่สุด อุ่นที่สุด ก็คือ Wool แต่…ข้อเสียคือดูแลรักษายาก และมีราคาสูงปรี๊ด…..นั่นเอง

อีกประการที่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จริงๆคือ ดีไซน์ เสื้อกับกางเกงรักษาอุณหภูมิที่ดี ต้องมีขนาดพอดีตัว หรือหยืดหยุ่นให้เข้ากับรูปร่างได้ดีที่สุด เนื่องจากว่า ช่องว่างระหว่างผิวกับเนื้อผ้า นั้นจะทำให้เราสูญเสียความร้อนของร่างกายไปเมื่อเราขยับ แต่ถ้าไม่ได้ไปในที่ๆ อุณหภูมิติดลบ ก็อาจจะไม่มีผลมากจนทำให้เรารู้สึกถึงความแตกต่าง แต่ถ้าเป็นคนขี้หนาว ก็คงต้องไม่มองข้ามข้อนี้ไป

ในไทยเองตอนนี้ หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “ฮีทเทค” มากกว่าอย่างอื่น เพราะเทรนด์กำลังมา การตลาดกำลังแรง… ราคาคุ้นตา จนไม่รู้สึกว่าแพงเกินไป แต่ส่วนตัวถ้าไปหนาวๆจัดๆ ยังคงเลือกเทอมอล เพราะรู้สึกว่าหนุ่มสบาย และรักษาอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่า เพียงแต่ปัญหาหลักของยี่ห้อที่ชอบก็คือ เป็นไซส์ยุโรป คนตัวเล็กจึงเลิกคิดไปได้เลย ส่วนตัวสูง 165 ใช้กางเกงไซส์เล็กสุดยังมีความยาวเหลืออีกเป็นคืบทีเดียว แต่ก็ยอมนะ เพราะความนุ่ม บางทีไม่ได้ใส่ เอามากอดก็ยังดี มันนุ่มและสบายมาก

Screen Shot 2562-01-01 at 21.08.17

หนากว่า อุ่นกว่า หรือ หน้าตาเหมือนกัน มันก็เหมือนๆกัน ข้อนี้ต้องระวังให้ดี มันไม่จริงงงงง (งูล้านตัว) เพราะส่วนมาก เจ้าเทอมอล ฮีทเทคนี้ จะมีหน้าตาคล้ายๆกัน จะต่างกันก็ที่สัมผัสเนื้อผ้าความหนา ก็แตกต่างกันไปแต่ละยี่ห้อ ส่วนมากเป็นผ้าสีพื้น ไม่ค่อยมีลาย บางทีจับแล้วเหมือนกันทุกอย่าง แต่….ใส่แล้วบางรุ่น ที่บางคนใส่แล้วบอกว่าไม่อุ่น หรือใส่ไปสักพักรู้สึกอึดอัดทั้งๆที่ไซส์พอดีแล้ว นั่นก็เพราะว่าเลือก ระดับไปไม่เหมาะสม ซึ่งเท่าที่เห็นแต่ละแบรนด์จะแบ่งอยู่ประมาณ 3-4 ระดับ อย่างถ้าไปสัก 0 องศา ส่วนตัวจะใช้ระดับ 1 ถ้าติดลบ ก็ไล่ระดับ 2 3… ขึ้นไปสำหรับช่วงต่างทุก 10 องศา หรือสำหรับคนขี้หนาวก็เพิ่มขึ้นไปอีกระดับนึง

ทีนี้ก็พอจะเข้าใจกันแล้ว ว่าควรเลือกยังไง แต่ถ้าใครยังมีข้อสงสัย ก็ทิ้งคำถามกันไว้ได้ ส่วนเรื่องยี่ห้อขอเป็นหลังไมค์ เพราะยังหาสปอนเซอร์ไม่ได้ 555….. อ๊ะล้อเล่น จริงๆก็คือคิดว่าแต่ละคนคงมีโจทย์ต่างกัน การเลือกก็จะมีความเหมาะสมต่างกันไป ถ้าบอกไปว่าชอบอะไรในนี้ แล้วไปลองกันจริงๆเกิดไม่ชอบขึ้นมาจะไม่ถูกใจเอา

หน้าหนาวนี้ ก็ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะคะ

เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต เรื่องราว Numtarn Style Page Numtarn Style