ข้อสรุปหลักๆของ WHO หลังจากจีนอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงาน

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญนานาชาติรวม 25 คนเข้าไปในจีน และต่อไปนี้ก็คือ ข้อสรุปหลักๆ ของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้
หลังจากปฏิบัติงานผ่านไป 9 วัน

แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์, ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
[ต้นฉบับภาษาอังกฤษเข้าถึงที่ https://www.reddit.com/r/China_Flu/comments/fbt49e/the_who_sent_25_international_experts_to_china/?utm_medium=android_app&utm_source=share]
การแปลครั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ ในการทำความเข้าใจกับการระบาดของโรคโควิด-19
ที่ระบาดอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน เพื่อเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจในประชาชนไทยในวงกว้าง]

ดาวน์โหลดเอกสาร


ทีมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 25 คน ที่องค์การอนามัยโลกส่งเข้าไปสืบสวนสถานการณ์ในจีน สรุปว่า

  • กรณีส่วนใหญ่ (78-85%) เกิดจากการติดต่อกันในครอบครัวจากละอองเสมหะ (droplet) ไม่ใช่จากการกระจายจากละอองลอย (aerosol) เป็นหลัก
  • ส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ติดเชื้อ (จากทั้งหมด 2,055 คน) ติดเชื้อจากที่บ้าน หรือไม่ก็ติดเชื้อจากการระบาดในช่วงแรกที่ยังไม่มีการประกาศมาตรการรับมือโรค
  • ราว 5% ของคนที่วินิจฉัยว่าป่วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อีก 15% ต้องใช้ออกซิเจนเข้มข้นสูง
  • ช่วงการฟื้นตัวโดยเฉลี่ยราว 3–6 สัปดาห์ สำหรับรายที่อาการหนัก และ 2 สัปดาห์สำหรับราย
    ที่ป่วยไม่มาก
  • จำนวนผู้ป่วยและช่วงเวลาที่ใช้รักษาเป็นภาระหนักเกินกว่าระบบที่อู่ฮั่นรองรับได้ จังหวัดหูเป่ย เมืองหลวงมณฑลอู่ฮั่นมีผู้ป่วยราว 65,596 คน (ข้อมูลวันที่ 2 มี.ค. 2563)
  • มีการส่งคนไปช่วยรับมือที่หูเป่ยราว 40,000 คน ในอู่ฮั่นมีโรงพยาบาล 45 แห่งที่ใช้รองรับผู้ป่วย โดย 6 แห่งรองรับผู้ป่วยขั้นวิกฤติ และอีก 39 แห่งรองรับผู้ป่วยหนัก โดยเฉพาะกลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี
  • มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 2,600 เตียงอย่างรวดเร็ว
  • ผู้ป่วยราว 80% มีอาการไม่หนัก มีโรงพยาบาลชั่วคราว 10 แห่งที่ปรับใช้จากการดัดแปลงยิมเนเซียมและห้องจัดแสดงนิทรรศการ
  • ขณะนี้ จีนผลิตชุดตรวจโรคโคโรนาไวรัสใหม่นี้ ราว 6 ล้านชุด/สัปดาห์ โดยรู้ผลการตรวจได้ในวันเดียว ใครที่มีไข้และไปพบแพทย์ จะได้รับการตรวจเบื้องต้นด้วยชุดตรวจนี้ ในเมืองกวางตุ้งที่ห่างจากอู่ฮั่น ได้ทดสอบกับคนไปแล้วรวม 320,000 คน และมี 0.14% ที่ตรวจแล้วพบไวรัส
  • คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชื้อ มักจะมีอาการในที่สุด แม้ว่าจะช้าเร็วต่างกัน ในกรณีที่ตรวจพบไวรัสแต่ยังไม่มีอาการนั้น หายาก และส่วนใหญ่จะป่วยในอีกสองสามวันต่อมา
  • อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ มีไข้ (88%) ไอแห้งๆ (68%) ไม่มีเรี่ยวแรง (38%) ไอแบบมีเสมหะ (33%) หายใจลำบาก (18%) เจ็บคอ (14%) ปวดหัว (14%) ปวดกล้ามเนื้อ (14%) หนาวสั่น (11%) อาการที่พบน้อยลงมาหน่อยคือ คลื่นไส้และอาเจียน (5%) คัดจมูก (5%) และท้องเสีย (4%)
  • อาการที่ไม่ใช่สัญญาณโรคของโควิด-19 คือ น้ำมูกไหล
  • จากการตรวจสอบคนจีนที่ติดเชื้อรวม 44,672 คน มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 4%
  • อัตราการเสียชีวิตขึ้นเป็นอย่างมากกับ อายุ, สภาพร่างกายก่อนติดเชื้อ, เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุขภาพที่รับมือโรค
  • ตัวเลขการเสียชีวิตนับจนถึงวันที่ 17 ก.พ. ทุกรายสะท้อนผลระบบสุขภาพที่ใช้รับมือของจีน ซึ่งจะต่างออกไปเป็นอย่างมากในอนาคต สำหรับที่อื่นๆ
  • ระบบสุขภาพของจีน: คนที่ติดเชื้อในจีนราว 20% ต้องการการรักษาที่โรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ จีนมีโรงพยาบาลเพียงพอจะใช้รักษาประชากรได้ 4% ของทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ มีศักยภาพราว 0.1–1.3% และเตียงส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผู้ป่วยโรคอื่นใช้อยู่แล้ว
  • วิธีการรับมือที่สำคัญแรกสุดที่จะช่วยป้องกันการกระจายของไวรัสได้อย่างชะงัด คือทำให้จำนวนผู้ป่วยหนักโรคนี้มีจำนวนน้อย และขั้นตอนสำคัญรองลงมาคือ การเพิ่มจำนวนเตียง (รวมทั้งวัสดุและบุคลากร) จนกว่าจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วยหนัก
  • จีนทดสอบการรักษาด้วยวิธีการที่หลากหลายกับโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก และนำวิธีการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดไปใช้ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการตอบสนองเช่นนี้เอง ที่ทำให้อัตราการตายลดลงกว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้
  • สภาพร่างกายก่อนการติดเชื้อ: อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อที่มีโรคระบบหลอดเลือดหัวใจในจีนคือ 2% ขณะที่สำหรับคนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง (เบาหวานที่ไม่ควบคุม) อยู่ที่ 9.2% และ 8.4% สำหรับโรคความดันสูง, 8% สำหรับโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และ 7.6% สำหรับโรคมะเร็ง
    คนที่ไม่มีอาการป่วยใดๆ ก่อนติดเชื้อมีอัตราการเสียชีวิตที่ 
    1.4%
  • อายุ: ยิ่งอายุน้อย ก็ยิ่งติดเชื้อยาก และแม้จะติดเชื้อ ก็จะป่วยไม่หนักเท่ากับผู้ที่อายุมากกว่า
อายุ (ปี) % ของประชากร % ของการติดเชื้อ อัตราการเสียชีวิต
0-9 12.0% 0,9% 0 as of now
10-19 11.6% 1.2% 0.1%
20-29 13.5% 8.1% 0.2%
30-39 15.6% 17.0% 0.2%
40-49 15.6% 19.2% 0.4%
50-59 15.0% 22.4% 1.3%
60-69 10.4% 19.2% 3.6%
70-79 4.7% 8.8% 8.0%
80+ 1.8% 3.2% 14.8%

คำอธิบายตาราง: จากคนที่อาศัยในจีน, มี 13.5% ที่อายุระว่าง 20-29 ปี จากจำนวนผู้ติดเชื้อในจีน มี 8.1% ที่อยู่ในอายุกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้หมายความว่า มี 8.1% ของคนอายุ 20-29 ปีที่ติดเชื้อ) นี่หมายความว่า มีแนวโน้มที่ใครก็ตามที่มีอายุในช่วงนี้ จะมีโอกาสติดเชิ้อค่อนข้างต่ำกว่าเฉลี่ย และในกลุ่มอายุนี้ที่ติดเชื้อจะเสียชีวิต 0.2%

  • เพศ: ผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคเท่าๆ กับผู้ชาย มีหญิงชาวจีนเพียง 2.8% เท่านั้นที่ ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคนี้ ขณะที่ผู้ชายราว 4.7% เสียชีวิต
  • โรคนี้รุนแรงในกลุ่มผู้หญิงมีครรภ์มากกว่ากลุ่มอื่น
  • เด็กที่คลอดจากมารดาที่ติดเชื้อด้วยวิธีผ่าคลอดรวม 9 รายที่ตรวจสอบ สุขภาพแข็งแรงและไม่ติดเชื้อ
  • มารดาเหล่านั้นติดเชื้อในช่วงสามเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  • ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า หากเกิดการติดเชื้อในช่วง 3 หรือ 6 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กในท้องจะเป็นอย่างไร เพราะเด็กเหล่านี้ยังไม่ถึงกำหนดคลอดในปัจจุบัน
  • ไวรัสชนิดใหม่นี้ มีพันธุกรรม 96% เหมือนกับโคโรนาไวรัสที่รู้จักแล้วที่อยู่ในค้างคาว และเหมือนโคโรนาไวรัสในตัวนิ่ม (pangolin) 86-92% ดังนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า ที่มาของไวรัสใหม่นี้คือ ส่งผ่านไวรัสที่กลายพันธุ์จากสัตว์มายังคน
  • นับตั้งแต่สิ้นเดือนมกราคม จำนวนคนที่มีโคโรนาไวรัสในจีนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ถึงตอนนี้มีเพียง 329 รายที่วินิจฉัยพบใหม่ เทียบกับประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ที่พบราว 3,000 รายต่อวัน
  • รายงานสรุปว่า “ปรากฏการณ์ลดลงของจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในจีนน่าจะเป็นเรื่องจริง”
  • ผู้จัดทำรายงานสรุปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ มีการลงลงของผู้ป่วยที่ไปยังโรงพยาบาลในบริเวณที่เกิดการระบาด, มีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเตียงที่ว่าง, และนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนเริ่มประสบปัญหาเรื่องการหาจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ๆ ให้มากพอ สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกของยามากมายหลายตัว
  • หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เชื่อว่า ควบคุมการระบาดในจีนได้แล้วก็คือ มีการสัมภาษณ์คนที่ติดเชื้อทุกคนทั่วประเทศ เกี่ยวกับคนที่เคยสัมผัส และทดสอบคนกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยมีทีม 1,800 ทีมในอู่ฮั่นที่ทำเรื่องนี้ แต่ละทีมจัดการกับอย่างน้อย 5 คน แต่ความพยายามนอกอู่ฮั่นก็มากมายเช่นกัน เช่น [1] ในเซินเจิ้น ผู้ติดเชื้อระบุรายชื่อคนที่ติดต่อด้วยรวม 2,842 คน มีการค้นหาจนพบหมดทุกคน และมีการทดสอบไปแล้วถึง 2,240 ราย โดยมี 8% ในจำนวนนี้ที่ติดเชื้อ [2] ในจังหวัดเสฉวน มีคนที่ติดต่อด้วยที่ระบุชื่อไว้ 25,493 คน โดยพบตัวแล้ว 99% (25,347 คน) และตรวจสอบไปแล้ว 23,178 คน โดยพบว่ามีการติดเชื้อ 0.9% [3] ในจังหวัดกวางตุ้ง มีคนในรายชื่อที่ติดต่อกัน 9,939 คน พบตัวหมดแล้ว มีการตรวจสอบไปแล้ว 7,765 คน และพบติดเชื้อ 4.8% ซึ่งก็หมายความว่า หากบังเอิญคุณติดต่อโดยตรงกับคนที่ติดเชื้อ จะมีโอกาสติดเชื้ออยู่ระหว่าง 1–5 %

สุดท้ายนี้ นี่คือ คำกล่าวส่วนน้อยที่มาจากรายงานนี้:
“ความพยายามอย่างหนักของจีน ที่จะควบคุมการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเชื้อโรคชนิดใหม่ในระบบทางเดินหายใจนี้ ช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการยกระดับความรุนแรงและอันตรายของโรคระบาดอย่างรวดเร็วได้ เมื่อเผชิญหน้ากับไวรัสที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จีนได้ลงมือลงแรงความพยายามในการควบคุมโรคอย่างทะเยอทะยานที่สุด รวดเร็วที่สุด และเข้มข้นที่สุด จีนไม่ประนีประนอมใดๆ และใช้มาตรการนอกเหนือจากทงเภสัชวิทยา เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่หลายอย่างก็ได้มอบบทเรียนสำคัญให้กับการรับมือระดับโลก การตอบสนองเช่นนี้ถือได้ว่า มีความจำเพาะตัวและไม่เคยมีมาก่อนในด้านสาธารณสุขในจีน จนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเพิ่มจำนวนขึ้นของผู้ป่วยในหูเป่ย ซึ่งเป็นชุมชนที่เกิดการระบาดของโรคอย่างกว้างขวาง และเป็นจังหวัดที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นแหล่งตั้งต้นของกลุ่มครอบครัวที่ทำให้เกิดการระบาด”

“ชุมชนส่วนใหญ่ในโลกนี้ยังไม่พร้อมรับมือเรื่องนี้, ทั้งในแง่ของวิธีคิดและทางเครื่องใช้ไม้สอย, ไม่พร้อมที่จะใช้มาตรการแบบที่ใช้ควบคุมโควิด-19 ในจีน แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงมาตรการที่พิสูจน์แล้วในปัจจุบันเท่านั้นว่า สามารถหยุดยั้งหรือทำให้เกิดการแพร่เชื้อเป็นลูกโซ่ต่อถึงกันในมนุษย์ได้ พื้นฐานของมาตรการต่างๆ เหล่านี้ก็คือ การเฝ้าระหวังอย่างเข้มแข็งสูงสุดในการตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้ไวที่สุด, ให้มีการวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วมากๆ และการแยกผู้ป่วยอย่างทันที, การติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และการกักกันตัวผู้ที่ติดต่อใกล้ชิด, รวมไปถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจ และการยอมรับในมาตรการเหล่านี้ในระดับสูงอย่างไม่น่าเชื่อในหมู่ประชากร”

“โควิด-19 กำลังแพร่กระจายไปด้วยความรวดเร็วที่น่าทึ่ง; ไม่ว่าจะมองในด้านใด การระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากไปเสียหมด และจนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีหลักฐานที่หนักแน่นแล้วว่า การใช้มาตรการแทรกแซงอื่นที่ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยา สามารถช่วยลดหรือแม้แต่หยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคได้ การวางแผนรับมือระดับประเทศและระดับโลก แม้จะด้วยความห่วงใย แต่ก็บ่อยครั้งที่มักจะลังเลที่จะเข้าแทรกแซงด้วยมาตรการเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม การลดการเจ็บป่วยและล้มตายจากโควิด-19, การวางแผนเตรียมความพร้อมระยะใกล้ จะต้องนำเอามาตรการสาธารณสุขต่างๆ ที่ใช้การได้ดี แม้ไม่ใช่วิธีทางเภสัชวิทยามาใช้ด้วย มาตรการต่างๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการนำมาใช้อย่างเต็มที่อย่างทันที ทั้งในการตiวจหาผู้ติดเชื้อ, การแยกกักกันตัว, การติดตามการสัมผัสใกล้ชิดอย่างเข้มงวด และการกักกันตัว/ติดตามตัว รวมไปถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน/ประชากรโดยตรง”

คุณเป็น.. 👉นักท่องเที่ยว หรือ👉นักเดินทาง

นักท่องเที่ยว และ นักเดินทาง ต่างกันอย่างไร

ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว สองคำนี้มีส่วนที่ใช้แทนกันได้ และไม่ได้

ในส่วนที่สองคำนี้มีความหมายทับซ้อนกันคือ หมายถึง คนที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ในและนอกประเทศ ทั้งไปเอง ไปกับกรุ๊ปทัวร์ ไปคนเดียว ไปกลุ่มใหญ่

แต่หากจะลงในรายละเอียดลึกๆแล้ว #นักท่องเที่ยว หรือ #tourism คือคนหรือกลุ่มคนที่เดินทาง ไปกับกรุ๊ปทัวร์ หรือไปเอง นอนตามโรงแรม ออกไปชมสถานที่ ทำกิจกรรมต่างๆโดยที่ใช้ชีวิต อยู่บนกฏเกณฑ์ และวัฒนธรรมของตนเอง ไม่กลมกลืนไปกับคนท้องถิ่น ถึงแม้จะมีลักษณะรูปร่างหน้าตาที่เหมือนคนถิ่น แต่จะมีลักษณะทางการแสดงออกที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่คนท้องถิ่นอย่างชัดเจน

ในขณะที่ #นักเดินทาง หรือ #traveller มักจะเดินทางในกลุ่มเล็กๆ จนถึงเดินทางไปคนเดียว ใช้เวลาในการไปแต่ล่ะครั้ง หลายวัน ไปอยู่และพัก แฝงตัวอยู่กับคนท้องถิ่น เช่น โฮสเทลล์ เกสต์เฮ้าส์ หรือกระทั่ง เดินป่า กางเต้นท์ ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ ที่ไป ปรับตัวทำตัวกลมกลืน เรียนรู้วัฒนธรรมถิ่น วิถีชีวิต ในแต่ละที่ ที่ไป

เพราะความต่าง ซึ่งบางครั้ง ความต่างนี้มากเสียจนรบกวนวิถีชีวิตคนท้องถิ่น สังคมส่วนมากจึงค่อนข้างจะมีเสียงตอบรับด้านลบต่อนักท่องเที่ยวมากกว่า คำว่านักเดินทาง

อย่างไรก็ตาม คำสองคำนี้ ไม่ได้ถูกแบ่งขาดจากกัน ดั่งเช่น ขาวกับดำ แต่ออกไปในทางโทน หรือ ความต่างในบางด้านบางสถานการณ์ เช่นนักท่องเที่ยวที่น่ารักก็มีไม่น้อย หรือนักเดินทาง ที่แบกระเป๋าใบใหญ่จนเดินชนคนอื่นไปทั่วขณะใช้ขนส่งมวลชนก็มี ^__^

แล้วเพื่อนๆล่ะ เป็นนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทาง

#Numtarnstyle

MoMo Challenge คืออะไร…

 

MoMo challenge เกมนี้ได้รับความนิยมในหลายประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาโดยจะเล่นผ่านทางแอพพลิเคชั่น Whatsapp โดยการเล่นนั้น ผู้เล่นจะถูกท้าทายให้ทักไปยังบัญชีผู้ใช้ที่ชื่อ MOMO และก็จะมีข้อความ หรือภาพที่ส่งกลับมา ซึ่งมักจะเป็นภาพที่น่ากลัว หรือข้อความที่รุนแรง โดยภาพที่ใช้เป็นภาพหญิงสาวหน้าตาบิดเบี้ยวน่ากลัวคล้ายปีศาจ ซึ่งภาพนี้เป็นผลงานศิลปะของศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า มิโดริ ฮายาชิ
ตอนนี้มีความเป็นไปได้ว่า เกม MOMO นี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของเด็กหญิงวัย 12 ปีที่อาร์เจนตินา โดยรูปแบบของเกมนี้นั้น คล้ายๆกับเกม Blue whale challenge ที่แพร่หลายที่รัสเซียเมื่อปีที่แล้ว และทำให้เกิดการฆ่าตัวตายหมู่ตามมา
MOMO ได้รับความนิยมในหลายประเทศเช่น อาร์เจนตินา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมันนี และได้รับความนิยมมากที่สุดในแถบลาตินอเมริกา และกลุ่มเป้าหมายหลักของเกมนี้คือกลุ่มวัยรุ่น
YouTube ยังเผชิญกับปัญหาคลิปเนื้อหาไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เป็นคลิปที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก กรณีล่าสุดเป็นการแทรก “ฉากสอนฆ่าตัวตาย” ลงในการ์ตูนสำหรับเด็ก และสามารถเล็ดลอดการตรวจจับไปขึ้น YouTube Kids ที่พ่อแม่ไว้ใจให้ลูกๆ เปิดดูได้ด้วย
Dr. Free N. Hess ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์ของเด็ก พบคลิปการ์ตูนเด็กที่ใช้ตัวละครจากเกม Splatoon (เป็นคลิปที่ทำโดยแฟนๆ ไม่ใช่การ์ตูนอย่างเป็นทางการ) บน YouTube และ YouTube Kids เมื่อดูการ์ตูนไปตามปกติจนถึงนาทีที่ 4:44 ก็มีผู้ชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาบนจอ และสอนวิธีการกรีดแขนเพื่อฆ่าตัวตายเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที จากนั้นก็ตัดเข้าฉากการ์ตูนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความน่าสนใจคือคลิปนี้อยู่บน YouTube มานานพอสมควรแล้ว และมีคนรีพอร์ตปัญหาไปยัง YouTube แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ จึงคาดว่าผู้สร้างคลิปนี้จงใจใช้ฉากในการ์ตูนเพื่อเล็ดลอดการตรวจจับของ YouTube เมื่อผู้ตรวจสอบได้รับการรีพอร์ต เข้าไปตรวจคลิปดูก็เห็นเป็นการ์ตูนปกติ จึงไม่ได้ดำเนินการอะไร (ปัจจุบันคลิปถูกลบไปแล้วหลังเป็นข่าวดัง)
อีกกรณีหนึ่งที่ใช้เทคนิคคล้ายๆ กันและเกิดขึ้นช่วงไล่เลี่ยกันคือ Momo Challenge ซึ่งเป็นภาพรูปปั้นผู้หญิงครึ่งคนครึ่งนก ตาปูดโปน หน้าตาดูน่ากลัวในแกลเลอรีของประเทศญี่ปุ่น
ภาพนี้ถูกนำมาใช้เป็นมีมชื่อ Momo Challenge (โดยเจ้าของรูปปั้นไม่เกี่ยวอะไรด้วย) เพื่อชักชวนให้คนบนโซเชียลทำอะไรเสี่ยงๆ รวมถึงทำร้ายผู้อื่นหรือตัวเอง และการทำภารกิจไม่สำเร็จ หรือบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นจะเกิดผลเสียตามมาต่อผู้ชมคลิป (เนื้อหาอาจดัดแปลงไปตามมีมแต่ละอัน แต่โครงเรื่องหลักเป็นแนวนี้)
Momo Challenge เริ่มแพร่หลายในปี 2018 และกลับมาอีกครั้งในช่วงนี้ วิธีการคล้ายกับกรณีข้างบนคือ คลิปการ์ตูนที่ใช้ตัวละครดังๆ อย่าง Splatoon, Fortnite หรือ Peppa Pig ถูกดัดแปลงให้แทรกหน้าของ Momo เข้ามาในบางช่วง และบอกให้เด็กๆ ทำสิ่งที่อันตรายอย่าง เข้าไปในครัว เปิดแก๊ส หรือหยิบมีดมาปาดคอตัวเอง โดยขู่ว่าห้ามบอกพ่อแม่ มิฉะนั้นพ่อแม่จะเกิดอันตราย

Screen Shot 2562-02-28 at 14.00.10

คลิป Momo Challenge รอบใหม่สามารถเล็ดลอดขึ้น YouTube Kids และมีรายงานจากโรงเรียนในอังกฤษว่าพบคลิปนี้แพร่หลายในหมู่เด็กๆ ซึ่งมีเด็กจำนวนมากเกิดความกลัว
อย่างไรก็ตาม โฆษกของ YouTube ยืนยันว่าไม่พบคลิปเหล่านี้ แต่ก็ย้ำว่าให้รีพอร์ตเพื่อให้ทีมงานของ YouTube สามารถลบคลิปได้ทันที

ปากีสถานประกาศปิดน่านฟ้า กระทบการบิน 11 เส้นทางคืนนี้

ใครจะไปยุโรปเที่ยวบินคืนนี้ 11เส้นทางด้านล่างนี้ ต้องโทรเช็คกับสายการบินที่คุณจะไปให้ชัดเจนเพราะ น่านฟ้าอินเดีย-ปากีสถาน ถูกปิดไม่่มีกำหนด
กรุงเทพ-โคเปนเฮเกน
กรุงเทพ-ออสโล
กรุงเทพ-บรัซเซลส์
กรุงเทพ-ปารีส
กรุงเทพ-มอสโก
กรุงเทพ-แฟรงก์เฟิร์ต
กรุงเทพ-มิวนิก
กรุงเทพ-ซูริก
กรุงเทพ-สตอกโฮล์ม
กรุงเทพ-ลอนดอน
กรุงเทพ-โรม
กรุงเทพ-มิลาน
กรุงเทพ-เวียนนา

วิธีทำข้าวตอก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ข้าวตอก

ข้าวตอก ทำจากข้าวเปลือก
นำข้าวเปลือก ที่คัดแยก ไม่มีสิ่งอื่นเจือปนแล้วมาเตรียมไว้
จากนั้น นำกระทะ(แนะนำให้ใช้ใบใหญ่หน่อย) ตั้งไฟปานกลาง ใส่ข้าวเปลือกลงขั้ว หมั่นคนตลอดเวลา
ขั้วจนข้าวเปลือก แตกกลายเป็นข้าวตอก ยกกระทะขึ้น นำข้าวตอกที่แตกแล้วมาใส่กระด้ง ร่อนแยกเปลือกออก

ข้าวตอกนี้ นอกจากจะใช้ในพิธีมงคล ยังทำขนม พวงมาลัย อีกด้วย

รวมแอพถ่ายภาพ ที่ฉกรูป(ลับ)ผู้ใช้

เทรนด์ ไมโคร ออกมาเปิดเผยว่าพบ แอพหลายแอพที่อาศัยการอนุญาตให้เข้าถึงกล้อง และคลังภาพบนมือถือ เผื่อฉกภาพาของผู้ใช้ โดยเฉพาะ อาจมีภาพลับ ของผู้ใช้

รายชื่อแอพที่ขโมยภาพผู้ใช้

  • Art Editor
  • Art Effect
  • Art Effect
  • Art Effects for Photo
  • Art Filter
  • Art Filter Photo
  • Art Filter Photo Editor
  • Art Filter Photo Effcts
  • ArtFlipPhotoEditing
  • Artistic effect Filter
  • Awesome Cartoon Art
  • Beauty Camera
  • Cartoon Art Photo
  • Cartoon Art Photo
  • Cartoon Art Photo Filter
  • Cartoon Effect
  • Cartoon Photo Filter
  • Emoji Camera
  • Fill Art Photo Editor
  • Horizon Beauty Camera
  • Magic Art Filter Photo Editor
  • Photo Art Effect
  • Photo Editor
  • Pixture
  • Prizma Photo Effect
  • Pro Camera Beauty
  • Selfie Camera Pro
  • Super Camera
  • Wallpapers HD

หากท่านมีแอพตามรายชื่อเหล่านี้ ควรลบแอพออกจากเครื่องทันที

แต่งยังไง ให้ไปตะลุยหนาวสุดขั้วไหว

เครื่องแต่งกายสำหรับ สภาพอากาศหนาวสุดขั้ว
หลายๆคนมักมีปัญหาในการเตรียมเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีสภาพอากาศแบบหนาวสุดขั้ว ซึ่งความทนทานในความหนาวของแต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันไป การที่เราจะบอกว่าต้องเตรียมเสื้อผ้าหรืออุปกรณ์แบบนี้แบบนั้นไปนั้นบางทีก็เป็นเรื่องที่แนะนำได้ยากพอสมควร บทความนี้ทาง Wonder Wander เลยตั้งใจจะมาสรุปถึงอุปกรณ์คร่าวๆให้ได้นำไปอ้างอิงเพื่อที่จะเตรียมตัวรับมือกับอากาศหนาวเหน็บได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ อากาศหนาวสุดขั้วที่ว่านั้น ทางเราขอพูดกันถึงอุณหภูมิที่คนเขตร้อนอย่างเราๆไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่นัก นั่นก็คือ ตั้งแต่ 0 องศาลงไป จนถึงประมาณ -20 องศา (จริงๆ ตั้งแต่ -5 ลงไปก็แทบจะไม่รู้สึกว่ามันหนาวเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ ฮ่าๆ) เริ่มจากส่วนลำตัวทั้งท่อนบนท่องล่างกันก่อน ร้านค้าหรือยี่ห้อที่กล่าวถึง ทางเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใดนะครับ ^^ใครชอบยี่ห้อไหนเป็นพิเศษลองพิจารณาจัดซื้อกันได้ตามสะดวก Innerwear หรือ Base layer หรือที่เรียกกันติดปากว่า ล่อนจ้อน เอ๊ย ลองจอน อันนี้มีหลายเกรด ธรรมดาหาซื้อง่ายหน่อย ก็ Uniqlo ถ้าเกรดดีหน่อยแบบหนาๆ ก็พวกแบรนด์ดังอย่าง Columbia / The North Face ใส่เอาไว้เพื่อรักษาความอุ่นในร่างกายไม่ให้ไหลออกไปไหน (แนะนำให้เลือกไซส์ที่รัดแนบตัวไปเลยนะครับ อารมณ์ bodysuit) มีให้เลือกทั้งส่วนบนส่วนล่างนะครับ

Base Layer (รูปจาก Google)
ชุดชั้นกลางแนะนำเสื้อและกางเกงที่ทำจากผ้าฟลีส Fleece ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยให้ความอบอุ่นได้ดีและมีน้ำหนักเบาหาซื้อได้ตามร้านขายของ Outdoor หรือใครอยู่ใกล้โลตัสสาขาใหญ่ๆในกทม.แนะนำให้ไปดูที่ Decathlon นะครับ ที่นี่มีแทบทุกอย่างที่ต้องการ หรือจะแวะไปดูที่ Uniqlo ก็ได้น่าจะสามารถหาได้ทั้งเสื้อและกางเกง Fleece

Fleece (รูปจาก internet)
ข้างต้นกล่าวไปได้สองชั้นแล้ว (ไม่รวมกางเกงในนะอิอิ) มาถึงชั้นที่สามกันบ้าง – ชั้นนอกแต่ไม่นอกสุด แนะนำเป็น เสื้อขนห่าน หรือ Down Jacket หรือที่คุ้นเคยกันดีในนาม #เสื้อแหนม (เดี๋ยวนี้มักใช้วัสดุเป็นใยสังเคราะห์ซึ่งให้ความอุ่นได้ดีแต่มีราคาถูกกว่า) ซึ่งจะอุ่นมากอุ่นน้อยก็ขึ้นอยู่กับจำนวน Down Fill ที่ระบุเอาไว้ ธรรมดาก็ Down Fill 550-600 ดีขึ้นมาหน่อยก็ 700-800 ดีมากๆ ก็ 900-1000 บางรุ่นก็พับเก็บเล็กๆได้ บางรุ่นก็กันละอองน้ำได้ ลองสามารถไปเลือกดูกันได้เลยตามร้านค้าชั้นนำไม่ว่าจะเป็น Uniqlo / Decathlon / Columbia / The North Face ราคาก็ต่างกันไปตามแบรนด์ที่เลือกครับ (ชั้นนี้ส่วนกางเกงไม่มีนะครับ กระโดดไปเป็นชั้นนอกสุดเลย)

Down Jacket (รูปจาก Google)
– มาถึงชั้นนอกสุดกันบ้าง ชุดกันลมกันฝน (Wind and Waterproof Jacket ) อันนี้เหมาะสำหรับทริปที่เป็นเป็นที่โล่งและสูง ที่มีโอกาสจะเจอลมแรงๆ อย่างเช่น ไอซ์แลนด์ เป็นต้น ส่วนมาก เป็นแบบเป็น packable หรือ แบบพับเก็บเป็นก้อนเล็กๆได้ ดังนั้นหากไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรงหากมีอยู่แล้ว ก็พกติดไปไว้ในทุกๆทริปที่คิดว่ามีโอกาสใช้ก็ดีนะครับ ไม่ได้เปลืองที่อะไรมากมาย บางคนอาจจะมีเป็นเสื้อสกีหรือกางเกงสกี (Snow Jacket and Pants) ก็เอามาใช้ทดแทนกันได้นะครับ แต่อาจจะใหญ่ เทอะทะและหนักกว่าแบบที่ pack ได้

เสื้อกันลมกันฝน (รูปจาก Google)

กางเกงกันลมกันฝน (รูปจาก http://www.thenorthface.com)

กางเกงสำหรับเล่นสกี (รูปจาก google)
สรุปลำดับการใส่เครื่องแต่งกายในอุณหภูมิระดับติดลบมากๆ ท่อนบน : ลองจอน > ฟลีส > ขนห่าน > กันลมกันฝน ท่อนล่าง : ลองจอน > ฟลีส > กันลมกันฝน หากอุณภูมิแค่ติดลบต้นๆ อาจจะลดทอนบางส่วนออกได้ครับตามความเหมาะสมครับ จบกันไปแล้วกับท่อนบนและท่อนล่าง มาว่ากันต่อในจุดที่ค่อนข้างเปราะบางกับลมและอุณหภูมิกันบ้าง ใบหน้าและศรีษะ ส่วนนี้เป็นส่วนเปิด ดังนั้นทางเราแนะนำให้หาอุปกรณ์มาปิดดังนี้ – ผ้าพันคอ หรือ ปลอกคอ หรือ ผ้าบัฟ (Scalf or Neckwarmer or Buff) ลองเลือกดูได้ตามความชอบและเหมาะสมเลยครับ เอาไว้ปิดคอรวมจนถึงใบหน้าท่อนล่าง กันได้ทั้งลม ให้ได้ทั้งความอบอุ่น – หมวกไหมพรม หรือ หมวกที่สามารถให้ความอบอุ่นได้แว่นตากันแดด ฤดูหนาวในวันฟ้าใสนี่ บอกได้เลยว่าแสงอาทิตย์มาแรงมาก ยิ่งถ้ามีหิมะด้วยแล้วละก็ สะท้อนแสงกันตาแทบบอด ติดเอาไว้กันด้วยนะครับ

หมวก ปลอกคอ แว่นกันแดด (รูปจาก google)
ส่วนมือ แนะนำเป็น ถุงมือที่ให้ความอุ่น 1 ชั้น (liner gloves) และ ถุงมือกันลมอีก 1 ชั้น (windproof gloves) จะทำให้เราสามารถปรับใช้ในกรณีที่ต้องการจับถือหรือใช้งานกล้องได้ดีกว่าแบบหนาๆครับ หรือถ้าอุณหภูมิไม่ได้เย็นจัดจะลดเหลือชิ้นเดียวก็ได้ครับ แต่บอกเลยว่าตรงนี้เปราะบางมากๆ นิ้วอาจจะไร้ความรู้สึกได้ ><~

ถุงมือให้ความอุ่น และ ถุงมือกันลม (รูปจาก google)
ส่วนเท้า อันดับแรกก็ต้อง ถุงเท้าอย่างหนาก่อนเลย อาจจะเป็นแบบขนสัตว์ (wool socks) หรือ จำพวกที่มีเทคโนโลยี อย่าง Heattech ของ Uniqlo แต่บอกเลยได้ว่า ถ้าไปยืนแช่อยู่กับที่นานๆ (ช่างภาพอย่างเราๆนี่ตัวดีเลย) แล้วรองเท้าไม่ได้เป็นรองเท้าที่หุ้มเท้าเรามิดชิดอย่างพวก รองเท้าเทรคกิ้ง (Treking Shoes or Boots) หรือ รองเท้าลุยหิมะ (Snow Boots) แล้วล่ะก็ ความรู้สึกจะเหมือนกับว่า นิ้วเท้าเราได้หายไปหมดแล้ว บรั๊ยยยยยย

ถุงเท้าหนา รองเท้าเทรคกิ้ง บูทลุยหิมะ (รูปจาก google)
เป็นอย่างไรกันบ้างครับอุปกรณ์ที่ทางเราแนะนำให้มีเตรียมไว้สำหรับทริปที่มีอุณหภูมิหนาวอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ดี รายการอุปกรณ์ด้านบนนั้น เป็นแค่ส่วนนึงที่ทางเราแนะนำเท่านั้น

การที่จะเลือกซื้อมาใช้นั้น บางทีก็ต้องดูลักษณะทริปที่เราไป สถานที่ที่เราไป ไลฟ์สไตล์ของเรา นำไปประกอบการพิจารณาด้วยนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น หากไป เลห์ช่วงหน้าหนาว อาจจะลดทอนบางอย่างออกได้ รองเท้า snow boots อาจจะไม่ถึงขั้นจำเป็นต้องหามาใช้งาน อาจจะใช้เป็นรองเท้า hiking / treking ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะลักษณะทริปไม่ได้เป็นแบบที่ต้องไปลุยหิมะอะไรแบบนั้น (อาจจะมีหิมะตกบ้างแต่เส้นทางไม่ได้มีการไปเดินลุยอะไร) หรือ ถ้าไป Iceland หน้าหนาว ล่าแสงเหนือ ก็อาจจะต้องจัดเต็มกันหน่อย เพราะโอกาสเข้าไปลุยหิมะจะมีเยอะกว่า ลมแรงกว่า แม้ว่าอุณหภูมิที่เช็คดูอาจจะเท่ากันทั้งสองที่ แต่เจอลมกรรโชกเข้าไป windchill อาจจะทำให้เรารู้สึกหนาวขึ้นไปอีก 10 กว่าองศา ก็ได้
สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับอุปกรณ์คร่าวๆก็น่าจะมีเท่านี้ ยังไงไปเที่ยวที่ไหนก็อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ไปให้ครบครันตามสภาพอากาศนะครับ เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุกนะเอ้ออออ แล้วพบกันใหม่ในบทความต่อๆไปครับ

NOTJUSTNUT

หนาวสุดๆกับลมที่ Iceland

เย็นยะเยือกกับอุณหภูมิที่ Iceland

บรรยากาสบนทะเลสาบน้ำแข็งไบคาล

CRภาพและเนื้อหา : Wonder-Wander Fanpage

รีวิวขั้นตอนการทำวีซ่าจีนด้วยตัวเอง (สะดวก และเร็วมากกกก)

จริงๆการขอวีซ่าจีน ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีหลักฐานทางการเงินให้วุ่นวายอย่างบางประเทศ ที่สำคัญสะดวก และเร็วมากกกก อย่างครั้งนี้เราไปถึง ได้คิวที่ 15 ทั้งๆที่กรอกเอกสาร เตรียมเอกสารมาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ติดรูป แค่มัวไปติดรูป กลับมานี่คือเลยคิวไปแล้ว ทำให้ต้องไปขอคิวใหม่กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าเตรียมเอกสารไปพร้อมเรียบร้อย 5 นาทีก็เสร็จแล้ว เจอกันอีกทีวันมารับวีซ่าเลย

เอกสารที่ต้องเตรียมและลำดับการจัดเรียง

  1. เอกสารคำร้องขอวีซ่า V2013 – แบบฟอร์มที่คุณต้องพิมพ์ออกกรอกด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์มาจากระบบออนไลน์บน เว็บไซต์ของศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) ซึ่งลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว
  2. รูปถ่าย 2 ใบ ติดใบคำร้อง 1 ใบ อีกใบเขียนชื่อนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมเลขที่หนังสือเดินทาง พร้อมแนบในหนังสือเดินทาง
  3. หนังสือเดินทางตัวจริง– ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างสำหรับวีซ่าไว้ 2 หน้า พร้อมสำเนาหน้าข้อมูลของหนังสือเดินทาง 1 ฉบับ
  4. สำเนาวีซ่าจีนที่เคยได้ หากอยู่คนล่ะเล่มกับที่ยื่นให้เพิ่มสำเนาหน้าหนังสือเดินทางเล่มเก่าด้วย
  5. เอกสารสำหรับเด็ก ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สำเนาสูติบัตร และสูติบัตรตัวจริง พร้อมสำเนาบัตรประชาชนพ่อและแม่
  6. ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนและเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
  7. ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศจีน และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น

ในส่วนรูปถ่ายนั้นสถานทูตจีนค่อนข้างให้ความสำคัญกับความถูกต้องของรูปถ่ายหน้าตรงเป็นอย่างมาก และเป็นปัญหาเดียวสำหรับนักเดินทางที่อาจจะถูกปฏิเสธการให้วีซ่าเนื่องจากรูปถ่ายผิดระเบียบ โดยเงื่อนไขของรูปถ่ายหน้าตรงที่ถูกต้องและทางสถานทูตยอมรับได้มีดังนี้

1. รูปสี พื้นหลังสีขาว และถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน

2. ขนาดของรูปถ่าย: 48 มม.x 33 มม., ความกว้างส่วนศีรษะ: 15มม. ถึง 22มม., ความสูงส่วนศีรษะ: 28มม. ถึง 33 มม. ดังรูปตัวอย่าง

สถานฑูตจีนออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับรูปภาพสำหรับใช้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศจีน

3. รูปถ่ายจะต้องบ่งบอกรูปพรรณสันฐานของผู้ยื่นคำร้องได้อย่างชัดเจน ขณะถ่ายภาพ ต้องหน้าตรง เปิดหู ไม่หลับตา ไม่อ้าปาก หรือยิ้มเห็นฟัน ห้ามทำท่าทาง หรือมีสิ่งกีดขวางใดๆทั้งสิ้น ศีรษะเอียงซ้ายหรือขวาได้ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 องศา และ แหงนหน้าขึ้นลงได้ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 องศา

4. รูปถ่ายต้องเห็นลักษณะหน้าตาได้อย่างชัดเจน โดยที่ศีรษะต้องอยู่ตรงกลางภาพ สามารถสวมแว่นตาได้ ยกเว้น แว่นตาที่มีกรอบหนา เลนส์สะท้อนแสง หรือแว่นตากันแดด (ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถอดแว่นถ่ายรูปเลยดีกว่า)
สามารถสวมเครื่องประดับที่ศีรษะ ด้วยเหตุผลทางศาสนาเท่านั้น

5. รูปถ่ายจะต้องไม่ขุ่นมัว ไม่ชำรุด ไม่มีเงาหรือแสงแทรกบดบังใบหน้า สีของภาพต้องเป็นสีธรรมชาติ ไม่สว่าง หรือมืดจนเกินไป ต้องไม่มีจุดสีแดงในดวงตา และรูปต้องไม่บิดเบี้ยว หรือผิดปกติ

6. พื้นหลังต้องเป็นสีขาว และไม่มีขอบเท่านั้น

7. รูปถ่ายจะต้องพิมพ์ลงบนกระดาษสำหรับรูปถ่ายเท่านั้น และจะต้องไม่มีสิ่งสกปรก หรือรอยขีดข่วนใดๆทั้งสื้น

ในการทำวีซ่าควรส่งใบสมัครก่อนการเดินทาง 1 เดือน แต่ไม่ควรส่งก่อนการเดินทางเกิน 3 เดือน

ตัวอย่างาการกรอกแบบฟอร์มยื่นขอวีซ่าจีน V2013

ขั้นตอนเมื่อไปถึงศูนย์ทำวีซ่า

  • เข้าแถวหากมีคิวก่อนหน้า (ส่วนมากจะเป็นช่วงเช้าที่รอเวลาเปิดทำการ) โดยทางพี่รปภ.ใจดีจะให้ยืนแยกเป็นแถวดังนี้ แถวทำวีซ่าทั่วไป กับแถวทำวีซ่าชนิดเร่งด่วน
  • เมื่อได้เข้าไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่สาวสวย ตรวจเช็คเอกสาร หากขาดอะไรก็จะต้องไปเตรียมเอกสารให้ครบก่อน ถ้าครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะกดบัตรคิวที่เครื่องกดบัตรคิวให้ แล้วเราก็รอ
  • เมื่อหมายเลขของท่านถูกเรียก ให้นำใบสมัครไปยื่นที่ช่องที่เรียกรับใบสมัคร (มีหลายช่องมาก)
  • หลังจากยื่นใบสมัครไป เจ้าหน้าที่จะให้แบบฟอร์มมาหนึ่งชุด โดยข้างหน้าแบบฟอร์มจะมีรายละเอียดของท่านและวันเวลาที่นัด
  • จากนั้นก็ไปรับวีซ่าตามวันนัด โดยจะไปเองหรือมอบหมายให้ผู้ใดถือเอกสารไปรับก็ได้ แต่อย่าลืมตรวจสอบ ไรายละเอียดชื่อ-นามสกุล วันเกิด หมายเลขหนังสือเดินทาง วันที่เดินทาง จำนวนครั้งที่เดินทาง และระยะเวลาที่พำนัก

การชำระเงิน

การชำระเงินค่าวีซ่า จะมีเรทราคาที่ต่างกันไป อย่างเช่น วีซ่าเขาประเทศครั้งเดียว ราคาก็จะอยู่ที่ 1,500 ถ้าสองครั้งใน หนึ่งปีก็จะอยู่ที่ 2,500 แต่ต้องมีหลักฐานตั๋วเครื่องบิน/โรงแรม หรือที่พัก ครบทั้งสองครั้งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน การชำระเงิน เขาให้เราไปจ่ายวันที่นัดไปรับเล่มพาสปอร์ตเลย จ่ายปุ๊บ รับปั๊บ และก็ไม่ช้าอีกเช่นกันค่ะ

รีวิว หน้ากาก n95 แบบมีวาล์ว และไม่มีวาล์ว (มีคลิป)

 

แค่ฝุ่นละออง pm2.5 มีเกินค่ามาตรฐาน มีนักวิชาการกล่าวไว้ว่า ฝุ่นละออง pm10 ก็สามารถเข้าถึงขั้วปอดได้แล้ว ถ้าวัดค่าฝุ่นละออง pm10 จะสูงขึ้นไปอีกกี่เท่ากันล่ะ

 

เครดิต Numtarnstyle.com

เมลลวงจาก PayPal และ Itunes store เผลอคลิ๊กเสียเงินแน่ (มีคลิป)

ได้รับกันอยู่บ่อยๆนะคะ เมลหลวง เมลหลอก หลอกให้คลิ๊ก ให้ตกใจ คิดว่าแอคเค้าท์ สำคัญๆ เช่น PayPal ธนาคาร หรือร้านค้าออนไลน์ที่ใช้ประจำมีการหักเงินเราไปเท่านั้นเท่านี้ วันนี้เลยจะมาชี้ให้ดูจุดสังเกตุค่ะ

 

สุดท้าย ถ้ากลัวว่าจะเป็นเมลจริง ให้ไปล๊อกอินบนหน้าอินเตอเน็ตเบราซ์เซอร์ปกติ ด้วยวิธีการที่เคยใช้ อย่ากดตามลิ้งค์ในเมลเข้าไปเด็ดขาด

 

เพื่อความคมชัดคลิ๊ก HD นะคะ

 

เรื่องราวและคลิปโดย  www.Numtarnstyle.com  Fanpage : Numtarn Style