รีวิวขั้นตอนการทำวีซ่าจีนด้วยตัวเอง (สะดวก และเร็วมากกกก)

จริงๆการขอวีซ่าจีน ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องมีหลักฐานทางการเงินให้วุ่นวายอย่างบางประเทศ ที่สำคัญสะดวก และเร็วมากกกก อย่างครั้งนี้เราไปถึง ได้คิวที่ 15 ทั้งๆที่กรอกเอกสาร เตรียมเอกสารมาเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ติดรูป แค่มัวไปติดรูป กลับมานี่คือเลยคิวไปแล้ว ทำให้ต้องไปขอคิวใหม่กันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าถ้าเตรียมเอกสารไปพร้อมเรียบร้อย 5 นาทีก็เสร็จแล้ว เจอกันอีกทีวันมารับวีซ่าเลย

เอกสารที่ต้องเตรียมและลำดับการจัดเรียง

  1. เอกสารคำร้องขอวีซ่า V2013 – แบบฟอร์มที่คุณต้องพิมพ์ออกกรอกด้วยลายมือเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์มาจากระบบออนไลน์บน เว็บไซต์ของศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) ซึ่งลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว
  2. รูปถ่าย 2 ใบ ติดใบคำร้อง 1 ใบ อีกใบเขียนชื่อนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมเลขที่หนังสือเดินทาง พร้อมแนบในหนังสือเดินทาง
  3. หนังสือเดินทางตัวจริง– ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างสำหรับวีซ่าไว้ 2 หน้า พร้อมสำเนาหน้าข้อมูลของหนังสือเดินทาง 1 ฉบับ
  4. สำเนาวีซ่าจีนที่เคยได้ หากอยู่คนล่ะเล่มกับที่ยื่นให้เพิ่มสำเนาหน้าหนังสือเดินทางเล่มเก่าด้วย
  5. เอกสารสำหรับเด็ก ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี สำเนาสูติบัตร และสูติบัตรตัวจริง พร้อมสำเนาบัตรประชาชนพ่อและแม่
  6. ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศจีนและเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
  7. ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศจีน และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น

ในส่วนรูปถ่ายนั้นสถานทูตจีนค่อนข้างให้ความสำคัญกับความถูกต้องของรูปถ่ายหน้าตรงเป็นอย่างมาก และเป็นปัญหาเดียวสำหรับนักเดินทางที่อาจจะถูกปฏิเสธการให้วีซ่าเนื่องจากรูปถ่ายผิดระเบียบ โดยเงื่อนไขของรูปถ่ายหน้าตรงที่ถูกต้องและทางสถานทูตยอมรับได้มีดังนี้

1. รูปสี พื้นหลังสีขาว และถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน

2. ขนาดของรูปถ่าย: 48 มม.x 33 มม., ความกว้างส่วนศีรษะ: 15มม. ถึง 22มม., ความสูงส่วนศีรษะ: 28มม. ถึง 33 มม. ดังรูปตัวอย่าง

สถานฑูตจีนออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับรูปภาพสำหรับใช้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศจีน

3. รูปถ่ายจะต้องบ่งบอกรูปพรรณสันฐานของผู้ยื่นคำร้องได้อย่างชัดเจน ขณะถ่ายภาพ ต้องหน้าตรง เปิดหู ไม่หลับตา ไม่อ้าปาก หรือยิ้มเห็นฟัน ห้ามทำท่าทาง หรือมีสิ่งกีดขวางใดๆทั้งสิ้น ศีรษะเอียงซ้ายหรือขวาได้ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 องศา และ แหงนหน้าขึ้นลงได้ น้อยกว่าหรือเท่ากับ 25 องศา

4. รูปถ่ายต้องเห็นลักษณะหน้าตาได้อย่างชัดเจน โดยที่ศีรษะต้องอยู่ตรงกลางภาพ สามารถสวมแว่นตาได้ ยกเว้น แว่นตาที่มีกรอบหนา เลนส์สะท้อนแสง หรือแว่นตากันแดด (ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถอดแว่นถ่ายรูปเลยดีกว่า)
สามารถสวมเครื่องประดับที่ศีรษะ ด้วยเหตุผลทางศาสนาเท่านั้น

5. รูปถ่ายจะต้องไม่ขุ่นมัว ไม่ชำรุด ไม่มีเงาหรือแสงแทรกบดบังใบหน้า สีของภาพต้องเป็นสีธรรมชาติ ไม่สว่าง หรือมืดจนเกินไป ต้องไม่มีจุดสีแดงในดวงตา และรูปต้องไม่บิดเบี้ยว หรือผิดปกติ

6. พื้นหลังต้องเป็นสีขาว และไม่มีขอบเท่านั้น

7. รูปถ่ายจะต้องพิมพ์ลงบนกระดาษสำหรับรูปถ่ายเท่านั้น และจะต้องไม่มีสิ่งสกปรก หรือรอยขีดข่วนใดๆทั้งสื้น

ในการทำวีซ่าควรส่งใบสมัครก่อนการเดินทาง 1 เดือน แต่ไม่ควรส่งก่อนการเดินทางเกิน 3 เดือน

ตัวอย่างาการกรอกแบบฟอร์มยื่นขอวีซ่าจีน V2013

ขั้นตอนเมื่อไปถึงศูนย์ทำวีซ่า

  • เข้าแถวหากมีคิวก่อนหน้า (ส่วนมากจะเป็นช่วงเช้าที่รอเวลาเปิดทำการ) โดยทางพี่รปภ.ใจดีจะให้ยืนแยกเป็นแถวดังนี้ แถวทำวีซ่าทั่วไป กับแถวทำวีซ่าชนิดเร่งด่วน
  • เมื่อได้เข้าไปแล้วจะมีเจ้าหน้าที่สาวสวย ตรวจเช็คเอกสาร หากขาดอะไรก็จะต้องไปเตรียมเอกสารให้ครบก่อน ถ้าครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะกดบัตรคิวที่เครื่องกดบัตรคิวให้ แล้วเราก็รอ
  • เมื่อหมายเลขของท่านถูกเรียก ให้นำใบสมัครไปยื่นที่ช่องที่เรียกรับใบสมัคร (มีหลายช่องมาก)
  • หลังจากยื่นใบสมัครไป เจ้าหน้าที่จะให้แบบฟอร์มมาหนึ่งชุด โดยข้างหน้าแบบฟอร์มจะมีรายละเอียดของท่านและวันเวลาที่นัด
  • จากนั้นก็ไปรับวีซ่าตามวันนัด โดยจะไปเองหรือมอบหมายให้ผู้ใดถือเอกสารไปรับก็ได้ แต่อย่าลืมตรวจสอบ ไรายละเอียดชื่อ-นามสกุล วันเกิด หมายเลขหนังสือเดินทาง วันที่เดินทาง จำนวนครั้งที่เดินทาง และระยะเวลาที่พำนัก

การชำระเงิน

การชำระเงินค่าวีซ่า จะมีเรทราคาที่ต่างกันไป อย่างเช่น วีซ่าเขาประเทศครั้งเดียว ราคาก็จะอยู่ที่ 1,500 ถ้าสองครั้งใน หนึ่งปีก็จะอยู่ที่ 2,500 แต่ต้องมีหลักฐานตั๋วเครื่องบิน/โรงแรม หรือที่พัก ครบทั้งสองครั้งนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน การชำระเงิน เขาให้เราไปจ่ายวันที่นัดไปรับเล่มพาสปอร์ตเลย จ่ายปุ๊บ รับปั๊บ และก็ไม่ช้าอีกเช่นกันค่ะ

เปิดแล้วรถไฟความเร็วสูง ยูนนาน-ลี่เจียง วิ่งเที่ยวแรกเมื่อวันเสาร์ (5 ม.ค.) ที่ผ่านมา

 

ลองจอห์น  ฮีทเทค เทอมอล คืออะไร เลือกอะไร แบบไหน ยังไงดี……????

จะไปลุยหิมะ ปะทะลมหนาว ปัญหาใหญ่อย่างแรกคือ ต้องใส่อะไรยังไง เสื้อกันหนาวแล้ว ใครๆก็บอกไม่พอ ต้องมีตัวใน ต้องเป็นแบบนั้น ต้องเป็นยี่ห้อนี้ ส่วนตัวจะไม่มาเขียนเชียร์ยี่ห้อไหน แต่ถามว่าชอบของฝั่งไหนก็ตอบตรงๆ ว่าชอบของทางยุโรปมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ สบายของแต่ละคนมีนิยามต่างกัน
ลองจอห์น ฮีทเทค เทอมอล ล้วนแล้วแต่เป็นคำศัพท์ที่เรียกแตกต่างกันไปแต่ละพื้นที่ แต่ละค่าย แต่สุดท้าย สรุปทั้งหมดก็คือ… ชั้นในที่ใส่เพื่อรักษาความร้อนของร่างกาย ไม่ให้หลุดออกมา สลายไปกับอากาศเย็นที่อยู่ภายนอก ซึ่งมีทั้งเสื้อและกางเกง ซึ่งแต่ละค่าย แต่ละแบรนด์ต่างก็มีเทคโนโลยีของตัวเองที่พัฒนาขึ้น มีสไตล์ที่ต่างกันไป จากนั้นก็ใส่ เสื้อกางเกง ปกติ ตามแฟชั่นที่แต่ละคนชอบใส่ทับอีกชั้นนึง

สมัยที่ต้องผจญกับอุณหภูมิ 0 องศา ส่วนตัวใส่แค่ส่วนที่เป็นกางเกง เพราะว่าเสื้อ เราสามารถใส่โค๊ทกันหนาว ใส่เข้า ถอดออกง่ายๆ เวลาเข้าภายในอาคาร อุณหภูมิภายในก็จะถูกรักษาไว้ที่ 20 องศานิดๆ เวลาออกนอกตัวอาคารก็ต้องกลับออกมาเจอกับอากาศที่ต่างกันมากกว่า 20 องศา ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องใส่ๆ ถอดๆเจ้าตัวโค๊ทข้างนอก ความที่ส่วนตัวไม่ใช่คนแฟชั่นจ๋า ก็จะเลือกใช้เป็นโค๊ทยาว Over-coat เพื่อความสะดวกนั่นเอง เพราะหากเป็นตัวสั้น เราก็จะต้องหาบู๊ท หรือถุงเท้ายาวใส่อีกชั้นเพื่อความอุ่น แต่โค๊ทยาว กับกางเกงตัวในที่รักษาความอุ่นแล้วตามด้วยยีนส์ทับข้างบน เพียงเท่านี้ก็จบ สามารถอยู่ได้สบาย ไปไหนมาไหนก็สะดวก หยิบตัวเดียวแล้วออกได้เลย

การเลือกส่วนผสมของวัสดุที่นำมาทำ ก็เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดถึงคุณภาพ ดังนั้นทุกครั้งที่เราเลือกก็ต้องอ่านป้ายดูว่าใช้วัสดุอะไรกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ว่ากันว่า วัสดุที่ดีที่สุด อุ่นที่สุด ก็คือ Wool แต่…ข้อเสียคือดูแลรักษายาก และมีราคาสูงปรี๊ด…..นั่นเอง

อีกประการที่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จริงๆคือ ดีไซน์ เสื้อกับกางเกงรักษาอุณหภูมิที่ดี ต้องมีขนาดพอดีตัว หรือหยืดหยุ่นให้เข้ากับรูปร่างได้ดีที่สุด เนื่องจากว่า ช่องว่างระหว่างผิวกับเนื้อผ้า นั้นจะทำให้เราสูญเสียความร้อนของร่างกายไปเมื่อเราขยับ แต่ถ้าไม่ได้ไปในที่ๆ อุณหภูมิติดลบ ก็อาจจะไม่มีผลมากจนทำให้เรารู้สึกถึงความแตกต่าง แต่ถ้าเป็นคนขี้หนาว ก็คงต้องไม่มองข้ามข้อนี้ไป

ในไทยเองตอนนี้ หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “ฮีทเทค” มากกว่าอย่างอื่น เพราะเทรนด์กำลังมา การตลาดกำลังแรง… ราคาคุ้นตา จนไม่รู้สึกว่าแพงเกินไป แต่ส่วนตัวถ้าไปหนาวๆจัดๆ ยังคงเลือกเทอมอล เพราะรู้สึกว่าหนุ่มสบาย และรักษาอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่า เพียงแต่ปัญหาหลักของยี่ห้อที่ชอบก็คือ เป็นไซส์ยุโรป คนตัวเล็กจึงเลิกคิดไปได้เลย ส่วนตัวสูง 165 ใช้กางเกงไซส์เล็กสุดยังมีความยาวเหลืออีกเป็นคืบทีเดียว แต่ก็ยอมนะ เพราะความนุ่ม บางทีไม่ได้ใส่ เอามากอดก็ยังดี มันนุ่มและสบายมาก

Screen Shot 2562-01-01 at 21.08.17

หนากว่า อุ่นกว่า หรือ หน้าตาเหมือนกัน มันก็เหมือนๆกัน ข้อนี้ต้องระวังให้ดี มันไม่จริงงงงง (งูล้านตัว) เพราะส่วนมาก เจ้าเทอมอล ฮีทเทคนี้ จะมีหน้าตาคล้ายๆกัน จะต่างกันก็ที่สัมผัสเนื้อผ้าความหนา ก็แตกต่างกันไปแต่ละยี่ห้อ ส่วนมากเป็นผ้าสีพื้น ไม่ค่อยมีลาย บางทีจับแล้วเหมือนกันทุกอย่าง แต่….ใส่แล้วบางรุ่น ที่บางคนใส่แล้วบอกว่าไม่อุ่น หรือใส่ไปสักพักรู้สึกอึดอัดทั้งๆที่ไซส์พอดีแล้ว นั่นก็เพราะว่าเลือก ระดับไปไม่เหมาะสม ซึ่งเท่าที่เห็นแต่ละแบรนด์จะแบ่งอยู่ประมาณ 3-4 ระดับ อย่างถ้าไปสัก 0 องศา ส่วนตัวจะใช้ระดับ 1 ถ้าติดลบ ก็ไล่ระดับ 2 3… ขึ้นไปสำหรับช่วงต่างทุก 10 องศา หรือสำหรับคนขี้หนาวก็เพิ่มขึ้นไปอีกระดับนึง

ทีนี้ก็พอจะเข้าใจกันแล้ว ว่าควรเลือกยังไง แต่ถ้าใครยังมีข้อสงสัย ก็ทิ้งคำถามกันไว้ได้ ส่วนเรื่องยี่ห้อขอเป็นหลังไมค์ เพราะยังหาสปอนเซอร์ไม่ได้ 555….. อ๊ะล้อเล่น จริงๆก็คือคิดว่าแต่ละคนคงมีโจทย์ต่างกัน การเลือกก็จะมีความเหมาะสมต่างกันไป ถ้าบอกไปว่าชอบอะไรในนี้ แล้วไปลองกันจริงๆเกิดไม่ชอบขึ้นมาจะไม่ถูกใจเอา

หน้าหนาวนี้ ก็ขอให้เที่ยวกันให้สนุกนะคะ

เครดิตภาพจากอินเตอร์เน็ต เรื่องราว Numtarn Style Page Numtarn Style

การเดินทางกับเงิน ทางเลือกที่มากกว่าพกเงินสด ปลอดภัยกว่า สะดวกกว่า

การแลกเงินก่อนไปเที่ยวนี่เป็นสิ่งสำคัญมากๆ แลกได้ถูก แลกได้พอดีคือดีงาม #และบางครั้งการพกเป็นเงินสดเยอะๆก็เป็นปัญหา อันตรายต่อชีวิตมาก ดังนั้นวันนี้จะมาเสนอทางเลือกสำหรับนักเดินทาง

บัตรแรก ตาลขอแนะนำบัตรนี้เลย Krungthai Travel Card ทำมาเพื่อนักเดินทางโดยเฉพาะ เพราะว่ามันพิเศษมากกก

Krungthai Travel Card

กรุงไทยทราเวลการ์ด

🎉 แลกเงินสกุลต่างประเทศได้ 10 สกุล USD, EUR, GBP, HKD, JPY, AUD, SGD, NZD, CAD และ CHF
🎉 โดยสามารถแลกผ่านแอพ Krungthai Next ได้เลย ไม่ต้องไปต่อคิวหน้าเคาท์เตอร์ แลกอยู่บ้านก็ได้
🎉 ได้เรทที่ถูกกว่าแลกเงินกับเคาน์เตอร์ธนาคาร และใกล้เคียงกับร้านรับแลกเงิน อันนี้คือดีงาม👍👍
🎉 ไม่ต้องพกเงินสด (ถ้าหายแล้วหายเลย) แต่บัตรใบนี้ถ้าหาย สามารถปิดบัตรได้ผ่านแอพ เมื่อใช้จ่ายก็รูดบัตรได้เลย ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่แลกไว้
🎉 กดเงินสดผ่านตู้ ATM ได้เงินด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่แลกไว้ (เสียค่าบริการครั้งละไม่เกิน 150 บาท)
🎉 รูดจ่ายได้ทั่วโลก ด้วยมาตรฐาน VISA (ไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ)
🎉 ใช้สั่งซื้อของ Online ของเว็ปต่างประเทศแบบที่ไม่ convert เป็นเงินบาท จ่ายตามเรทที่เราแลกไว้ได้เลย
🎉 เงินในบัตรเหลือ แลกคืนได้หมด รวมทั้งเศษทศนิยม

ตัวอย่างหน้าตาแอพ กรุงไทยnext

#KrungthaiTravelCard #กรุงไทยNEXT

ส่วนบัตรที่สอง บัตรนี้เหมาะมากสำหรับนักเดินทางโซน ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ฮาวาย

Kasikorn JCB


กสิกร JCB

🎉รับPoint 2 เท่า ทุกยอดการใช้จ่ายที่ประเทศญี่ปุ่น1

🎉แบ่งจ่าย 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับตั๋วเครื่องบินและทัวร์แพ็คเกจเส้นทางญี่ปุ่นที่ Majestic Travel โทร. 02-6522000

🎉ส่วนลด 0.15 บาท สำหรับทุก 100 เยน เมื่อแลกเงินเยนที่สาขาธนาคารกสิกรไทยผ่านบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย

🎉บริการห้องรับรองพิเศษทั่วโลก

🎉บริการ TG Lounge ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สำหรับผู้ถือบัตรแพลทินัม 2 ครั้งต่อปีต่อท่าน เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ โดยสายการบินไทย

🎉บริการ Airport Lounge ที่สนามบิน ในประเทศญี่ปุ่น 28 แห่ง, รวมทั้ง ฮ่องกง, เกาหลี, สิงคโปร์, จีน และฮาวาย3

🎉บริการ JCB Plaza Lounge ใน 9 เมืองทั่วโลก ดีงามคือตรงนี้ 😍😍

เงื่อนไข

  • 1.รับคะแนนสะสม KBank Reward Point 2 เท่า

ยอดใช้จ่ายสกุลเงินญี่ปุ่น 25 บาท รับคะแนนสะสม 2 คะแนน

สงวนสิทธิ์มอบคะแนนพิเศษสำหรับยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุด 2,000 คะแนน/ท่าน/รอบบัญชี

คะแนนสะสมพิเศษจะปรากฏในใบแจ้งยอดภายใน 2 รอบบัญชี หรือ 60 วัน หลังจากรอบบัญชีที่มียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไขของโครงการ

สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ถือบัตรที่มีประวัติการชำระที่ดี ไม่มีประวัติผิดนัดชำระกับธนาคาร

 

2.บริการ TG Lounge ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ)

สิทธิพิเศษนี้เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิตแพลทินัมกสิกรไทยที่เดินทางโดยสายการบินไทยตั้งแต่วันนี้- 31 ธันวาคม 2561 เท่านั้น

กรุณาแสดงบัตรเครดิตแพลทินัมกสิกรไทย พร้อม Boarding Pass ของการบินไทยก่อนเข้าใช้บริการ

ผู้ถือบัตรสามารถเข้าไปใช้บริการที่ห้องรับรองพิเศษ TG Lounge (Royal Silk Lounge/Royal Orchid Lounge) ชั้นธุรกิจบริเวณ Concourse C และ E ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ไม่เกิน 2 ครั้งต่อปีต่อผู้ถือบัตร 1 ท่าน

3.บริการ Airport Lounge ในญี่ปุ่น จีน และฮาวาย เฉพาะบัตรระดับทองขึ้นไป และ Airport Lounge ในฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์เฉพาะบัตรแพลทินัม

 

เครดิตภาพและเรื่องราวโดย : Numtarnstyle fanpage Numtarnstyle.com